(11 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2569
โดยนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่า การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 หรือ AM2026 ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดเวทีหนึ่งของโลก เปรียบเสมือน “โอลิมปิกด้านการเงินการคลัง” ที่จะทำให้ทั่วโลกจับตามองประเทศไทย
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) หรือ IMF-WBG Annual Meetings เป็นการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักคิด และนักวิชาการด้านเศรษฐกิจการเงินจากทั่วทุกมุมโลก มาร่วมหารือประเด็นสำคัญ อาทิ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน
การลดความยากจน และเรื่องสำคัญอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน การจัดประชุมระดับโลกนี้เริ่มต้น
เมื่อปี 2490 และจัดขึ้นเป็นประจำในเดือนตุลาคมของทุกปี ณ สำนักงานใหญ่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ต่อเนื่องกัน 2 ปี และทุกปีที่ 3 จะหมุนเวียนไปจัดที่ประเทศสมาชิก เพื่อเชื่อมโยงความหลากหลายของภูมิภาคและความร่วมมือจากทั่วโลก จากจุดเริ่มต้นถึงปัจจุบันมีเพียง 3 ประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพถึง 2 ครั้ง ได้แก่
ตุรกี (ปี 2498 และ 2552) ญี่ปุ่น (ปี 2507 และ 2555) และไทย ครั้งแรกเมื่อปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จากความสำเร็จในครั้งนั้น ทำให้ในปี 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมอีกครั้ง ในรอบ 35 ปี สะท้อนว่าไทยเป็นประเทศที่ประชาคมโลกเชื่อมั่นและให้ความสนใจในด้านการเงินการคลังระดับโลก
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็น “โอกาส
ของประเทศและคนไทยทุกคน” ในการแสดงศักยภาพ ความพร้อม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยต่อผู้นำเศรษฐกิจ โดยสอดแทรกผ่านองค์ประกอบในการจัดประชุม อาทิ การใช้ผ้าไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การลงทุน และรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยในหลายภาคส่วน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม บริการ และธุรกิจท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมจะนำแนวคิด Green Meeting และผนังห้องประชุมแบบ Isowall (แผ่นผนังสำเร็จรูป) มาใช้ ซึ่งสามารถรื้อและนำกลับมาใช้ใหม่ได้
คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 189 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก โดยจะมีการประชุมหลัก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และการประชุมย่อยอีกประมาณ 1,000 การประชุม ซึ่งคาดว่า การประชุมดังกล่าวจะทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยจำนวนมาก และความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้
จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และอยากให้คนไทยทุกคนรู้สึกว่า “เราเป็นเจ้าภาพร่วมกัน” ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ ภาคบริการ อาสาสมัคร หรือประชาชนทั่วไป เพราะนี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างความประทับใจและสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ได้แก่ 1. คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ 2. คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ 3. คณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และสาธารณสุข เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมงานในทุกมิติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย ที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจ และความปลอดภัยให้กับผู้เข้าร่วมประชุม
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแนวคิดหลักของการเป็นเจ้าภาพ ภายใต้ธีม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาของไทยในโลกยุคใหม่ ผสมผสานกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในปีหน้าจะครบรอบ 100 ปี ชาตกาล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนเชื่อมโยงสู่ประเด็นยุทธศาสตร์ในระดับสากล ผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI 2. ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก 3. การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
สำหรับธีม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เป็นแนวคิดการพัฒนาที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจและการเงินมีความพร้อมรับมือความเสี่ยงในอนาคต มุ่งต่อยอดจุดแข็งของประเทศไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าด้านการชำระเงินดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และศักยภาพของแรงงานไทย พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะความรู้และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน เพื่อให้รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน อย่างไรก็ตามการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในระบบการเงินแม้จะช่วยเพิ่มความสะดวกและมีประสิทธิภาพ แต่มาพร้อมความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ดังนั้นประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันทางการเงินดิจิทัล การกำหนดธีมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะสื่อสารวิสัยทัศน์การพัฒนาในอนาคตต่อเวทีโลก และใช้การประชุมเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เสริมสร้างความร่วมมือ และผลักดันประเด็นด้านการเสริมสร้างศักยภาพประชาชน และความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ เพื่อก้าวไปสู่ New Horizons อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมสำหรับทุกคน
รัฐบาลเชื่อมั่นว่า เวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอวิสัยทัศน์และบทบาทของไทยในฐานะประเทศ
ที่พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือ สร้างสมดุล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 5 เดือน ประเทศไทยจะได้ต้อนรับแขกจากทั่วโลก ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความประทับใจ และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นให้กับประเทศและประชาชนไทยในระยะยาว