<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/index/id/9</link>
<atom:link href="https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/index/id/9" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภมาส” เสนอร่าง พ.ร.บ.Lemon Law ยกระดับคุ้มครองผู้บริโภค ของเสียต้องเปลี่ยนได้]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/516106</link>
<guid isPermaLink="false">e6bbeb5484a6c07ddfad597e29efcbd0</guid>
<pubDate>Thu, 25 Jun 2026 10:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(24 มิ.ย. 69) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในฐานะผู้แทนคณะรัฐมนตรี เสนอร่างพระราชบัญญัติ ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ... (Lemon Law) ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร &nbsp;เพื่อพิจารณาในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ โดยที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างกฎหมายทั้ง 6 ฉบับที่เสนอประกบกัน และให้ใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นร่างหลักในการพิจารณา ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรก ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการคุ้มครองสิทธิประชาชน&nbsp;<br />
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ปัจจุบันสินค้าหลายประเภทมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน ความชำรุดบกพร่องอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น การออกแบบ การผลิต การประกอบ การขนส่ง การเก็บรักษา หรือการดูแลสินค้าก่อนจำหน่าย ทำให้ผู้ซื้อไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติจากลักษณะภายนอกได้ทันที และมักพบปัญหาภายหลังการใช้งาน และเมื่อเกิดปัญหา ผู้ซื้อกลับต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าความเสียหายมีอยู่ก่อนแล้ว ทำให้หลายคนต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และไม่ได้รับความเป็นธรรม กฎหมายฉบับนี้จึงเข้ามาแบ่งเบาภาระเรื่องดังกล่าว และสร้างหลักประกันที่ชัดเจนให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งสาระสำคัญของร่างกฎหมายวางหลักให้ผู้ขายต้องรับผิดเมื่อสินค้าชำรุดบกพร่อง โดยกำหนดข้อสันนิษฐานทางกฎหมายว่า หากสินค้าเกิดความชำรุดบกพร่องในระยะเวลาที่กำหนด ให้สันนิษฐานว่าความชำรุดบกพร่องดังกล่าวมีอยู่ตั้งแต่วันส่งมอบสินค้า &nbsp;ผู้ซื้อไม่ต้องพิสูจน์เอง โดยสินค้าทั่วไปเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และรถจักรยานยนต์ กำหนดไว้ &nbsp;6 เดือน ส่วนรถยนต์กำหนดไว้ 1 ปี ทั้งนี้ ร่างกฎหมายนี้ยังให้สิทธิผู้ซื้อเรียกให้ผู้ขายซ่อมแซม เปลี่ยนสินค้า &nbsp;ลดราคา หรือเลิกสัญญาและคืนเงิน หากเป็นความบกพร่องร้ายแรงในสาระสำคัญผู้ซื้อสามารถขอเปลี่ยนสินค้า ได้ทันที โดยสินค้าทั่วไปขอเปลี่ยนได้ภายใน 7 วัน และเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ ภายใน 14 วัน &nbsp;นับจากวันรับสินค้า ส่วนการซ่อมกำหนดให้ผู้ขายซ่อมสินค้าทั่วไปให้เสร็จภายใน 60 วัน และรถยนต์ภายใน 90 วัน นอกจากนี้ยังกำหนดความรับผิดโดยเคร่งครัดเฉพาะรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่ผู้ขายต้องรับผิดทุกกรณีเมื่อพบความบกพร่องภายในระยะเวลาและระยะทางที่กำหนด<br />
นางสาวศุภมาส ย้ำว่า ต้องการให้คนไทยซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ เมื่อจ่ายเงินไปแล้วต้องได้รับสินค้าที่มีคุณภาพตามสมควร และหากเกิดปัญหาจะต้องมีระบบที่ช่วยแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้จะช่วยลดข้อพิพาท ลดภาระการฟ้องร้อง และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจหันมาใส่ใจคุณภาพสินค้ามากขึ้น เป็นการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมสากล<br />
ทั้งนี้ ประชาชนที่พบปัญหาสินค้าหรือบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/202606254e3d8ed2b7796a21ef770389acda6a9d103231.jpg' type='image/jpg' length='1256350' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์ เตรียมจัด “Thailand Content Market 2026” 20 – 22 ก.ค.นี้ ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมคอนเทนต์แห่งภูมิภาค]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/516105</link>
<guid isPermaLink="false">3439b9444da3d5118138f5eecca6a2c0</guid>
<pubDate>Thu, 25 Jun 2026 10:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(24 มิ.ย. 69) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) และพันธมิตรภาคเอกชนในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว &ldquo;Thailand Content Market 2026&rdquo; (TCM2026) งานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของประเทศไทย มุ่งสร้างเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย ผู้สร้างสรรค์ นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของภูมิภาค มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00&ndash;18.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น G เปิดให้เข้าชมฟรี ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศอย่างดียิ่ง ปัจจุบันมีผู้แสดงสินค้าเข้าร่วมงานแล้วกว่า 300 ราย ครอบคลุมหลากหลายสาขาในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ พร้อมด้วย Country Pavilion จากเกาหลี จีน ญี่ปุ่น และประเทศอาเซียน รวมถึงมีคู่ค้าต่างประเทศตอบรับเข้าร่วมงานกว่า 300 ราย จากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก คาดว่าจะสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท<br />
นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า อุตสาหกรรมคอนเทนต์ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจความบันเทิง แต่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก จากต้นทุนด้านความคิดสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดไปสู่ทรัพย์สินทางปัญญา การส่งออก การสร้างงาน และการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ที่ผ่านมาคอนเทนต์ไทยได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ เกม แอนิเมชัน คาแรกเตอร์ และรูปแบบคอนเทนต์ใหม่ ๆ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย และความพร้อมของอุตสาหกรรมที่จะก้าวสู่ตลาดโลก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงได้ผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ การจัดคณะผู้แทนการค้า การเจรจาธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายกับคู่ค้าทั่วโลก&nbsp;<br />
การส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีโลกด้วยศักยภาพและโอกาสของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย จึงร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ริเริ่มจัดงาน Thailand Content Market 2026 ขึ้นเพื่อเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างแพลตฟอร์มระดับประเทศ รวบรวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมดังกล่าว ให้มาอยู่บนเวทีเดียวกัน ตั้งแต่ผู้สร้าง ผู้ผลิต เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม สร้างโอกาสใหม่ในการส่งออก และยกระดับประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของภูมิภาค<br />
ด้าน ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า การจัดงาน Thailand Content Market 2026 สะท้อนความมุ่งมั่นในการร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ทั้งในมิติการค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพของนักสร้างสรรค์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล สำหรับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้ดำเนินงานเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการสำคัญอย่าง CEA Content Lab และ Content Project Market จนต่อยอดสู่ Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน ผ่านกิจกรรมสำคัญทั้งการนำเสนอโครงการ การจับคู่เจรจาทางธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับประเทศและนานาชาติ &nbsp;ซึ่งประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญทั้งด้านวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และบุคลากรที่มีศักยภาพ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการสร้างผลงานที่ดี แต่คือการสร้างระบบที่ช่วยให้ผลงานเหล่านั้น สามารถเติบโต สร้างมูลค่า พัฒนาเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าสูง (High-Value IP) แข่งขันได้ในระดับสากล ต่อยอดสู่การลงทุน การร่วมผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน<br />
สำหรับ Thailand Content Market 2026 ได้รับการออกแบบให้เป็นตลาดซื้อขายคอนเทนต์แบบครบวงจร ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยแบ่งออกเป็น 12 หมวดธุรกิจ ได้แก่ 1) Film 2) TV &amp; Series 3) GL/BL 4) Production 5) Game 6) Animation 7) Character 8) Book &amp; E-Learning 9) Art Toy 10) Toy 11) Board Game และ 12) Content Services โดยภายในงานจะมีกิจกรรมสำคัญ เช่น พื้นที่จัดแสดงผลงาน การเจรจาธุรกิจ (Business Matching) การนำเสนอผลงาน (Pitching Session) การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ รวมถึงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยนำเสนอศักยภาพ สร้างพันธมิตร และต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาสู่ตลาดโลก นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่สำหรับประชาชนทั่วไป ให้ได้สัมผัสโลกของคอนเทนต์ไทยอย่างใกล้ชิด ผ่านการจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ (Showcase) กิจกรรมจากผู้สร้างคอนเทนต์ การนำเสนอเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรม รวมถึงโอกาสในการพบปะและเรียนรู้เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานจากนักสร้างสรรค์ไทย ซึ่งผู้เข้าชมยังสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการจากธุรกิจคอนเทนต์ไทยได้หลากหลายรูปแบบ เช่น คาแรกเตอร์ สินค้า Merchandise เกม ของสะสม งานออกแบบสร้างสรรค์ และผลงานลิขสิทธิ์ต่าง ๆ โดยหลายผลงานจะนำมาเปิดตัวและจัดแสดงเป็นครั้งแรกภายในงาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ และร่วมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้การจัดงานจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าให้กับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย และเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่ตลาดโลก ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.thailandcontentmarket.com<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260625d513ad9448112380e229c529c5335b09103043.jpg' type='image/jpg' length='1387209' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งขยายผล อาเซียน-รัสเซีย เร่งความร่วมมือพลังงาน ปุ๋ย เทคโนโลยี ครม.ขยายมาตรการช่วยประชาชน–เกษตรกร]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/515783</link>
<guid isPermaLink="false">8dd54ff528f1234cd30f155b3db2a57a</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 11:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(23 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานผลสำเร็จจากการเดินทางไปร่วมประชุมระดับผู้นำอาเซียน-รัสเซีย เมื่อวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการวางรากฐานความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในระยะยาว โดยได้เข้าร่วมการหารือร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และผู้แทนองค์กรเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคยูเรเชีย โดยการหารือมุ่งผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน ก๊าซ ปุ๋ย รวมถึงแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน &nbsp;เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทย และ เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในระยะต่อไป พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้<br />
1. กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี และปุ๋ย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานอย่างยั่งยืน<br />
2. กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชน<br />
เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ มุ่งยกระดับความร่วมมือระหว่างภูมิภาค<br />
3. กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันโดยเร็ว&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะเดียวกันยังเดินหน้ามาตรการต่าง ๆ เพื่อลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน และเกษตรกร โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาการดำเนินมาตรการและโครงการของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งโครงการบรรเทาผลกระทบฯ โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส และโครงการเยียวยา ลดค่าครองชีพประชาชน จากเดิมสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม 2569 ไปจนถึงเดือนกันยายน 2569 โดยให้ใช้กรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติ จำนวน 179.84 ล้านบาท เพื่อให้การดำเนินมาตรการและโครงการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและเกษตรกร<br />
ทั้งนี้โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าถึงปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีช่วงระยะเวลาและความต้องการใช้ปุ๋ยแตกต่างกัน และเกษตรกรมีความต้องการใช้ปุ๋ยปริมาณสูงในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ในขณะที่โครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน เป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินค้า อุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจฐานรากเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ และสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างทั่วถึง ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินโครงการทั้ง 2 โครงการ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ และนโยบายรัฐบาลภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพ มุ่งรักษากำลังซื้อของประชาชน ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินโครงการในเดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ ทั้ง 2 โครงการ&nbsp;<br />
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 เรื่อง มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ฤดูการผลิต ปี 2567/2568 ที่ได้เคยมีมติอนุมัติให้ กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินมาตรการสร้างแรงจูงใจแก่ชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 โดยคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติช่วยเหลือเพิ่มเติม จำนวน 477.05 ล้านบาท ดังนี้<br />
1 .เกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM2.5 โดยไม่มีอ้อยเผาในคู่สัญญาเดียวกัน หากมีอ้อยยอดยาว มีกาบใบ และมีสิ่งปนเปื้อนอยู่ในคู่สัญญาเดียวกันให้หักส่วนนั้นออก และมีสัดส่วนปริมาณสิ่งปนเปื้อนในอ้อยไม่เกินร้อยละ 5 จำนวน 1,053 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี จำนวน 5.96 ล้านตัน วงเงินช่วยเหลือ 411.10 ล้านบาท<br />
2. เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ให้กับโรงงานผลิตเอทานอล จำนวน 3,505 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี จำนวน 9 แสนตัน วงเงินช่วยเหลือ 62.34 ล้านบาท<br />
3. เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ให้กับโรงงาน ผลิตน้ำตาลทรายแดง จำนวน 109 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 50,000 ตัน วงเงินช่วยเหลือ 3.61 ล้านบาท<br />
พร้อมกันนี้ เห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิต ปี 2567/2568 โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 จากเดิม สิ้นสุด เดือนธันวาคม 2568 เป็น สิ้นสุดเดือนสิงหาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026062472dedffbfd12d1dbcbf680688f6805aa115946.jpg' type='image/jpg' length='1428807' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิด Thailand FastPass อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ตั้งเป้าสร้างการลงทุน 7 แสนล้านบาท]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/515781</link>
<guid isPermaLink="false">c6123e6d8841fe4d127c5d3b3edac579</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 11:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(23 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดการลงทุน พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับผู้แทน 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในการลดระยะเวลาการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนลงกว่า 20-50% อาทิ การอนุญาตจัดตั้งโรงงาน การจัดตั้งเขตประกอบการเสรี การจัดทำรายงาน EIA การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนสามารถเริ่มดำเนินการและสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ&nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เข้าร่วม<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงจากอดีตไปอย่างมาก โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ &ldquo;ความเร็ว&rdquo; เนื่องจากนักลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงขนาดตลาด จำนวนแรงงาน หรือต้นทุนการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความสามารถของประเทศในการตัดสินใจ แก้ไขปัญหา และเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างรวดเร็ว ซึ่งในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการลงทุนสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ความล่าช้าจึงกลายเป็นการสูญเสียโอกาส โดยทุกวันที่โครงการลงทุนต้องรอคอย หมายถึงการจ้างงานที่ยังไม่เกิดขึ้น รายได้ที่ยังไม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และโอกาสในการพัฒนาที่อาจเกิดขึ้นในประเทศอื่นแทน ดังนั้นรัฐบาลจึงมุ่งปรับบทบาทการทำงานของภาครัฐจากการเป็นเพียงผู้กำกับดูแล ไปสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวก บนพื้นฐานของความไว้วางใจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อให้การดำเนินโครงการต่าง ๆ สามารถบรรลุผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) ในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่เพียงการลดเอกสารหรือขั้นตอนเท่านั้น แต่หมายถึงการทำให้ภาครัฐสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถตอบสนองความต้องการของภาคส่วนต่าง ๆ ได้ Thailand FastPass ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) &nbsp;ซึ่งให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพภาครัฐ คุณภาพของกฎระเบียบ ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน อีกทั้ง บัตร Thailand FastPass ที่มอบให้แก่ผู้ประกอบการเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับการทำงานภาครัฐ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญของอาเซียน ภูมิภาค และของโลก โดยเชื่อมั่นว่าการขยายตัวของภาคธุรกิจจะก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งจะส่งต่อประโยชน์ไปยังภาคส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านปัจจัยสนับสนุนการผลิต โดยเฉพาะความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนในอนาคตได้อย่างยั่งยืน<br />
นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีแก่บริษัททั้ง 23 แห่งที่ได้รับบัตร Thailand FastPass โดยระบุว่าโครงการของทุกบริษัทไม่ใช่เพียงตัวเลขการลงทุน แต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ศักยภาพของประเทศ และทิศทางอนาคตของเศรษฐกิจไทย อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนต่อไป<br />
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ &ldquo;การลงทุนจริง&rdquo; ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ จึงได้สร้างกลไก BOI Fast Pass และ Thailand FastPass เพื่อเปลี่ยนยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนให้เกิดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง โดยในปี 2568 ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2569 มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 142% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัว 2.8% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% ซึ่งเป็นการเติบโตระดับเลขสองหลักครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนว่าเงินลงทุนเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งนี้ได้ยกระดับกลไกเร่งรัดการลงทุน โดยได้คัดเลือกและมอบบัตร Thailand FastPass แก่โครงการลงทุนที่มีความสำคัญในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศจำนวน 25 โครงการ จาก 23 บริษัท ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 223,000 ล้านบาท สร้างงานคุณภาพกว่า 13,000 ตำแหน่ง เมื่อรวมกับโครงการที่รัฐบาลเร่งปลดล็อกก่อนหน้านี้แล้วตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงเกือบ 700,000 ล้านบาทในปี 2569 คาดว่า Thailand FastPass จะมีส่วนช่วยเร่งรัดโครงการลงทุน เพิ่มการจ้างงาน สนับสนุนภาคการผลิต และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงในระยะต่อไป<br />
สำหรับกลไก FastPass ไม่ใช่เพียง Fast Track สำหรับนักลงทุน แต่เป็น Fast Track จากเงินลงทุนสู่ผลลัพธ์จริงสำหรับเศรษฐกิจไทยและคนไทย เงินลงทุนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย 5 ด้าน ดังนี้<br />
1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เป็นการฟื้นตัวที่นำด้วยการลงทุน กระตุ้นสั้นด้วยการลงทุน แต่จะเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในระยะยาว &nbsp;<br />
2) เป็นการสร้างงานใหม่และอาชีพใหม่ ทุกโครงการที่เดินหน้าเร็วขึ้น ซึ่งหมายรวมถึงตำแหน่งงานใหม่ของวิศวกร ช่างเทคนิค นักบัญชี คนไอที โลจิสติกส์ และผู้ให้บริการในพื้นที่ให้เกิดเร็วขึ้นด้วย<br />
3) ทักษะใหม่และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การลงทุนยุคใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงเครื่องจักรเข้ามา แต่นำความรู้ใหม่เข้ามาด้วย ทำให้แรงงานไทยมีโอกาสยกระดับจากงานเดิมไปสู่งานที่มีทักษะและรายได้สูงขึ้น<br />
4) โอกาสของ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตในประเทศ เมื่อบริษัทใหญ่เข้ามาลงทุน สิ่งสำคัญคือจะต้องเชื่อมกับผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้รับเหมา โลจิสติกส์ อาหาร ที่พัก บริการ และ SMEs ไทยในพื้นที่<br />
5) เงินหมุนในพื้นที่ ซึ่งโครงการลงทุนหนึ่งโครงการไม่ได้สร้างเพียงโรงงาน แต่ยังสร้างความต้องการอาหาร ที่พัก รถรับส่ง ช่างซ่อม ผู้รับเหมา การขนส่ง และบริการรอบพื้นที่ นี่คือเงินที่หมุนกลับไปสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260624333c721d08e91bbd15ea52a9b7566eda115835.jpg' type='image/jpg' length='1624167' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ - สตช. ร่วมมือนานาชาติ กวาดล้างสแกมเมอร์ นอมินีข้ามชาติ อายัดเงินกว่า 3,600 ล้านบาท]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/515289</link>
<guid isPermaLink="false">b21892d159e7e8777c2e62d2d474402f</guid>
<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 09:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(22 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินงานปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการตัดวงจรเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและทีมผู้ช่วยทูตตำรวจที่เป็นพันธมิตรของไทยจากกว่า 10 ประเทศ เข้าร่วมด้วย ได้แก่ สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) กรมกิจลับสหรัฐ (USSS) สำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ตลอดจนผู้แทนจากแคนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ สะท้อนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและภัยคุกคามจากกลุ่มสแกมเมอร์ในระดับสากล&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่าย &nbsp;สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และกลุ่มนอมินีต่าง ๆ ล้วนเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประชาชนเป็นวงกว้าง จึงได้ยกระดับการดำเนินงาน พร้อมประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวเป็น &ldquo;วาระแห่งชาติ&rdquo; ซึ่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง 15 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ภาคสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งยกระดับการช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น<br />
สำหรับผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 - มิถุนายน 2569) แบ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่&nbsp;<br />
1. การปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย และยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท&nbsp;<br />
2. การสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย โดยสามารถปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้กว่า 3,600 ล้านบาท&nbsp;<br />
3. การสืบสวนจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 ราย<br />
จากการดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ของไทยมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากสถิติจากระบบ Thai Police Online พบว่าจำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์ลดลงร้อยละ 69.2 และมูลค่าความเสียหายลดลงร้อยละ 87.3 เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มดำเนินงานของศูนย์ฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและใช้คนไทยเป็นนอมินี เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไข โดยได้ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย และรักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ แม้การดำเนินงานจะต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงานราชการ แต่ด้วยการยึดหลัก &ldquo;ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม&rdquo; จึงทำให้สามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิด และรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ขอย้ำว่า การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล เป็นหลักการที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อปราบปรามการใช้กลไกหรืออำนาจในทางมิชอบอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่ยอมรับการกระทำผิดและการทุจริตทุกรูปแบบ<br />
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา มีส่วนสนับสนุนให้ประเทศไทยได้รับการประเมินและจัดอันดับด้านความน่าเชื่อถือและความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และประชาคมระหว่างประเทศต่อการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย จึงขอชื่นชมการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและเสียสละ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันหรือความพยายามแทรกแซงจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงยึดมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างสุจริต พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาชญากรรมข้ามชาติ และการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน รวมทั้งผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามผู้กระทำผิด และขยายผลเครือข่าย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลังเพื่อคุ้มครองประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ<br />
นอกจากนี้ อาชญากรรมจำนวนมากได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามพรมแดน รัฐบาลจึงได้ยกระดับเครื่องมือและความร่วมมือระหว่างประเทศให้ทันต่อรูปแบบอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือระบบ SCAM &amp; Human Trafficking Information Exchange and Linked Database หรือ &ldquo;SHIELD&rdquo; ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายประเทศในฐานะแพลตฟอร์มกลางสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ โดยระบบ SHIELD ช่วยเชื่อมโยงข้อมูล พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินระหว่างประเทศ ทำให้การติดตามผู้กระทำผิด การขยายผลเครือข่าย และการดำเนินคดีมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดช่องว่างที่กลุ่มอาชญากรเคยใช้หลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย<br />
ทั้งนี้ SHIELD ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของศูนย์ปฏิบัติการ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) หรือศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคาร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการต่างประเทศ ในการติดตามเส้นทางการเงิน อายัดบัญชี ช่วยเหลือผู้เสียหาย และขยายผลจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์อย่างเป็นระบบ จนได้รับการยอมรับและความสนใจจากหลายประเทศ<br />
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้านำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านระบบ IBOC (Intelligent Bird Eye Operation Center) หรือศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับความผิดปกติและเข้าระงับเหตุได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีแผนพัฒนาเกาะเสม็ดเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยอัจฉริยะ รองรับนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคนต่อปี ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่สำคัญอื่นของประเทศ และเชื่อว่าการแก้ปัญหาอาชญากรรมยุคใหม่ต้องทำทั้งเชิงรุกและเชิงระบบ ซึ่ง SHIELD ช่วยเชื่อมข้อมูลและไล่ล่าเครือข่ายอาชญากรรมในระดับนานาชาติ ขณะที่ AI ผ่านระบบ IBOC ช่วยป้องกันเหตุและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่จริง ทั้งสองส่วนจะทำงานควบคู่กันเพื่อปกป้องประชาชน ลดความเสียหายจากอาชญากรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260623487460d9010b1e84e1d09042339cc06b092657.jpg' type='image/jpg' length='1408051' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ประชุม กรอ. ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/515286</link>
<guid isPermaLink="false">6b7014d1155c97d5448e03b16da24632</guid>
<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 09:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;(22 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 ที่ประชุมได้นำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน 3 เวทีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เข้าสู่กลไก กรอ. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอทั้งหมดถูกจัดกลุ่มเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 2. การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน 3. การพัฒนาคนและนวัตกรรม 4. การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนให้มีการแก้ปัญหาระยะสั้น ปลดล็อกเชิงระบบ ยกระดับศักยภาพระยะยาว &nbsp;ซึ่งนโยบาย Reinvent Thailand ที่มุ่งยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีผู้ประกอบการรวมกว่า 273,000 ราย จ้างงาน 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 66% ของรายได้รวมทุกภาคธุรกิจผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ธุรกิจแห่งอนาคต เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่า 3% และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก โดยยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดเป้าหมายและกรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่<br />
1. ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI (AI Infrastructure) ยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุนแต่ต้องทำให้การลงทุนใหม่ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ&nbsp;<br />
2. ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน เป็นการเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก พร้อมกระจายโอกาสลงสู่พื้นที่และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ สินค้าและบริการไทย เกษตรและอาหารแห่งอนาคต Soft Power การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่<br />
3. ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี ต้องพัฒนาคนไทยให้พร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่เพราะปัญหาสำคัญของตลาดแรงงานวันนี้คือทักษะไม่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจใหม่ จึงต้องเร่งยกระดับการศึกษา วิจัยและนวัตกรรม Upskill&ndash;Reskill และทักษะ AI และดิจิทัล เพื่อให้คนไทยไม่ตกขบวนและมีโอกาสได้งานคุณภาพมากขึ้น<br />
4. ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ผ่านการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล เพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และทำให้การอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐรวดเร็ว โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น พร้อมกำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ (OKR) และตัวชี้วัดที่ชัดเจน<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ได้กำหนดทิศทางและกลไกการขับเคลื่อนที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการมอบหมายภารกิจให้คณะอนุกรรมการ ทั้ง 4 ด้าน รับผิดชอบการผลักดันประเด็นสำคัญ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จากนี้ไปความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขอให้คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ด้าน ร่วมกัน ขับเคลื่อนภารกิจที่ได้รับมอบหมาย กำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไป อีกทั้งที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจน และมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน (Quick Big Win) และ Big Win ระยะสั้น กลาง และยาว การกำหนดเป้าหมาย (Targets) และตัวชี้วัด (Measurable Indicator) พร้อมทั้งแผนการดำเนินงาน และให้รายงานต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน ดังนี้<br />
1. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานอนุกรรมการ<br />
2. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานอนุกรรมการ<br />
3. คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานอนุกรรมการ<br />
4. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ<br />
ทั้งนี้หากได้ข้อสรุปจากคณะอนุกรรมการต่างๆ และเสนอใน กรอ. จะเดินหน้าการทำงานได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือน shortcut ให้การทำงานได้รวดเร็วขึ้น ยืนยันว่าจะพยายามเดินหน้าให้ดีที่สุด&nbsp;<br />
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ให้เป็นไปตามเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงกว่า 3% จาก 2.7% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลกในระยะ 4 ปี และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมกำหนดให้มีตัวชี้วัดและการติดตามผลทั้งในระยะ 6 เดือน 12 เดือน และตลอดวาระรัฐบาล<br />
จากการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเวที ทั้งจากกลุ่มอุตสาหกรรม สภาเอกชนและผู้ประกอบการในภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนปัญหาสำคัญตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขาดโอกาส แต่ติดข้อจำกัดหลายด้าน การทำงานของ กรอ. ชุดนี้จะให้ภาคเอกชนมีบทบาทที่เข้มข้นมากขึ้น เพราะภาคเอกชนคือผู้ลงทุน ผู้สร้างนวัตกรรม ผู้สร้างงาน ผู้เชื่อมไทยกับตลาดโลก และผู้ทำให้ศักยภาพของประเทศกลายเป็นผลลัพธ์จริง ขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อก วางโครงสร้างพื้นฐาน ปรับกติกา และทำให้การทำงานของระบบราชการเร็วขึ้น ชัดขึ้น และสนับสนุนการแข่งขันได้มากขึ้น&nbsp;<br />
สำหรับบทบาทของนายเอกนิติ ในฐานะรองประธาน กรอ. และผู้ขับเคลื่อนด้านการลงทุนใหม่จะมุ่งผลักดันงานที่เป็นคอขวดสำคัญของประเทศ ได้แก่ การเตรียมพลังงานและน้ำรองรับการลงทุน การพัฒนา AI Infrastructure และ Data Center การเร่งมาตรการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุน การปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการเชื่อมโยงการลงทุนใหม่ให้สร้างประโยชน์ต่อ SMEs แรงงาน และห่วงโซ่อุปทานไทย<br />
ทั้งนี้ แนวทางการทำงานของ กรอ.ชุดนี้จะสอดคล้องกับหลัก 5T ของรัฐบาล ได้แก่ Target Transition Transformation Transparent และ Together กำหนดตำแหน่งไทยในเวทีโลกที่ชัดเจน ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ตรงกับเป้าหมาย ยกเครื่องปลดล็อกอุปสรรคกฎระเบียบและข้อจำกัด มี OKR เป้าหมายที่วัดได้ และ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน อย่างไรก็ตามประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าต่างโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก วันนี้โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนฐานการผลิต และพลังงาน อาหาร ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุน กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย โดยรัฐและเอกชนต้องร่วมกันทำให้ไทยไม่ใช่เพียงผู้ตามของโลกใบใหม่ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกคน&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/202606230d7abda394a37ccf5ccd5b8e86e89be9092548.jpg' type='image/jpg' length='1416919' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดงาน “ผีตาโขน” จ.เลย ย้ำสะท้อนวิถีชีวิตชุมชน คาดสร้างรายได้กว่า 188 ล้านบาท]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/514773</link>
<guid isPermaLink="false">d7e6acbbb8a49dab6f8c5fa2584d762f</guid>
<pubDate>Mon, 22 Jun 2026 09:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(21 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน &ldquo;ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน จังหวัดเลย ประจำปี 2569&rdquo; ณ เวทีกลางหน้าที่ว่าการอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยนายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมบูธจำหน่ายสินค้าตามโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; และชมการแสดงโปงลาง ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นของอำเภอด่านซ้าย จากนั้นได้นำผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้โลกในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม&nbsp;&nbsp;แต่สิ่งที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือเลียนแบบได้ง่าย คือ &ldquo;ประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิม&rdquo; ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของแต่ละประเทศ เป็นสิ่งที่สะสมมาจากความเชื่อ ความศรัทธา ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ &nbsp;โดย &ldquo;ผีตาโขน&rdquo; ของจังหวัดเลย ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่ไม่ใช่เพียงการละเล่นหรือขบวนแห่สีสันสวยงาม แต่เป็นเรื่องราวของชุมชน เป็นความศรัทธาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผู้คนยิ่งแสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมายและมีเอกลักษณ์ ดังนั้นงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน จะเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมายังอำเภอด่านซ้ายอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมสามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน รายได้ และโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การเดินทางมาจังหวัดเลยครั้งนี้ เพราะต้องการมาพบชาวจังหวัดเลย มาพบคนไทยทั่วประเทศที่มาเที่ยวงานที่อำเภอด่านซ้าย มาดูผีตาโขน และสุดท้ายมาชักชวนประชาชนให้ใช้ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ของรัฐบาล<br />
จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้สวมหัวผีตาโขนลงบนแท่นเป็นสัญลักษณ์การเปิดงานอย่างเป็นทางการ ก่อนร่วมรับชมการแสดงผีตาโขนเปิดเมือง โดยกลุ่มผีตาโขนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โซนภูเขา โซนลุ่มน้ำหมัน และกลุ่มผีตาโขนอิสระ<br />
ผีตาโขน คือการละเล่นพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และเป็นส่วนหนึ่งของ &ldquo;ประเพณีบุญหลวง&rdquo; โดยมีตำนานเล่าว่า เมื่อพระเวสสันดรและนางมัทรีเสด็จกลับเมือง เหล่าผีป่าและสัตว์นานาชนิดที่เคยพึ่งพาพระบารมี ต่างพากันอาลัยรักและดีใจเป็นล้นพ้น จึงได้พากันแฝงตัวละเล่นเต้นรำตามหลังขบวนเพื่อมาส่งเสด็จด้วยความยินดี เดิมทีชาวบ้านจึงเรียกว่า &ldquo;ผีตามคน&rdquo; ก่อนจะเพี้ยนเสียงมาเป็น &ldquo;ผีตาโขน&rdquo; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากตำนานที่เล่าขานจึงกลายมาเป็นขบวนแห่หน้ากากผีสีสันสดใส เสียงกระดิ่ง และการเต้นรำที่ครึกครื้น ขับไล่สิ่งไม่ดีและต้อนรับสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต เบื้องหลังหน้ากากทุกใบ จึงไม่ได้มีเพียงสีสันและความสนุกสนาน แต่ยังซ่อนเรื่องราวของความเชื่อ ความศรัทธา และอัตลักษณ์ของชุมชนที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งในปัจจุบัน เรื่องราวนี้ได้ถูกหลอมรวมเข้ากับ &ldquo;งานบุญหลวง&rdquo; จึงเป็นประเพณีสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของชาวด่านซ้าย<br />
สำหรับการจัดงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายน 2569 ณ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยในวันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นพิธีเปิด ส่วนไฮไลต์สำคัญ มีการจัดขบวนแห่ผีตาโขนอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 และในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เป็นวันทำบุญ จะไม่มีการละเล่นผีตาโขน<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานกว่า 170,000 คน ขณะที่ในปีนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าได้รับกระแสตอบรับจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นอย่างดี ส่งผลให้ยอดจองที่พักในพื้นที่อำเภอด่านซ้ายและอำเภอภูเรือเต็มเกือบ 100% แล้ว โดยคาดว่าตลอดระยะเวลาการจัดงาน 3 วัน จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 100,000 คน และสร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชุมชนไม่ต่ำกว่า 188 ล้านบาท<br />
สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยสามารถสร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยวได้แล้วกว่า 1.17 ล้านล้านบาท เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.79 แสนล้านบาท จากนักท่องเที่ยวจำนวน 14,032,649 คน และรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยอีก 4.88 แสนล้านบาท จำนวน 86.68 ล้านคน-ครั้ง โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาและสร้างรายได้ให้ประเทศสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 คือ ประเทศจีน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย อินเดีย และรัสเซีย ในขณะที่กรุงเทพมหานครและชลบุรียังคงครองแชมป์พื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสูงสุด&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังเร่งยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชน&nbsp; ตามนโยบายของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยได้มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมและพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผ่านการจัดทำปฏิทินเทศกาลและกิจกรรมท่องเที่ยวในทุกจังหวัดตลอดทั้งปี การกระตุ้นการท่องเที่ยวตามฤดูกาลโดยเฉพาะช่วงฤดูฝนเพื่อชูเสน่ห์ธรรมชาติและอัตลักษณ์ของ 5 ภูมิภาค การใช้วัฒนธรรมอาหารและแหล่งประวัติศาสตร์ระดับท้องถิ่นมาสร้างเรื่องราวเพื่อดึงดูดใจ ตลอดจนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวให้มีความพร้อมและปลอดภัยในทุกฤดูกาล ควบคู่การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวคุณภาพสูงและระบบนิเวศการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว เน้นยกระดับโฮมสเตย์และชุมชนท่องเที่ยวเฉพาะทาง เช่น กลุ่มท่องเที่ยวสายมู กลุ่มแคมปิ้ง และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมทั้งพัฒนามาตรฐานที่พักให้รองรับกลุ่มคนที่ทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่พำนักระยะยาว ตลอดจนการผลักดันพื้นที่พิเศษอย่างหมู่เกาะช้าง คุ้งบางกะเจ้า และเมืองโบราณอู่ทอง ให้เป็นแลนด์มาร์กระดับโลกที่ตอบโจทย์ทั้งการท่องเที่ยวมูลค่าสูง เศรษฐกิจสีเขียว และการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/202606222cd78dbd6dad2f7153cb610316320afc095433.jpg' type='image/jpg' length='1709680' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” เดินหน้าปราบน้ำมะพร้าวปลอมปน ส่งตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 24 ราย พร้อมเร่งแก้ราคามะพร้าวแกงตกต่ำ ]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/514180</link>
<guid isPermaLink="false">f7e426e5deaacc12658b6f04d4cc29b5</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 09:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(18 มิ.ย. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าว &ldquo;การป้องกันและปราบปรามการปลอมปนน้ำมะพร้าว&rdquo; ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรีและสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ว่า กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมอย่างครบวงจร ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การรวบรวมผลผลิต การแปรรูป และการทำตลาด เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร รักษาเสถียรภาพราคา และสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยอย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำ โดยร่วมมือกับภาคเอกชน สถานีบริการน้ำมัน และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เปิดจุดรับซื้อและระบายผลผลิตออกจากตลาด สามารถช่วยดูดซับผลผลิตได้ประมาณ 10 ล้านลูก อย่างไรก็ตาม ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในช่วงพีกมีมากกว่าวันละ 2 ล้านลูก&nbsp;<br />
จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ทั้งการลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต และการเพิ่มช่องทางตลาดรองรับในระยะยาว อีกทั้งได้ผลักดันแนวคิด &ldquo;ล้งชุมชน&rdquo; เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรและสร้างกลไกตลาดที่เป็นธรรม โดยสนับสนุนชุมชนในด้านองค์ความรู้ เครื่องมือ การคัดแยกผลผลิต บรรจุภัณฑ์ และการเชื่อมโยงตลาด ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการแล้วในจังหวัดราชบุรี และมีแผนขยายผลไปยังพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมสำคัญอื่นๆ&nbsp;<br />
ส่วนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการปลอมปนน้ำมะพร้าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ตรวจพบบริษัทกลุ่มเสี่ยงจำนวน 15 ราย ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสาคร ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร ที่อาจเข้าข่ายใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางการถือหุ้น (นอมินี) และได้ส่งข้อมูลให้ 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสรรพากร และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่แล้ว นอกจากนี้ ยังได้ส่งข้อมูลนิติบุคคล โรงงานกลุ่มเสี่ยงจำนวน 24 ราย ในจังหวัดราชบุรี 17 ราย สมุทรสาคร 2 ราย นครปฐม 5 ราย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก ทั้งด้านมาตรฐานโรงงาน ความปลอดภัยอาหาร การแสดงฉลากสินค้า แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการกระทำผิดที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย&nbsp;<br />
สำหรับประเด็นการปลอมปนน้ำมะพร้าวนั้น ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการและเกษตรกรว่าอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อราคามะพร้าว เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์บางชนิดวางจำหน่ายในราคาต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับต้นทุนวัตถุดิบ กระทรวงพาณิชย์จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันอย่างเป็นระบบ สิ่งสำคัญคือการสร้างมาตรฐานและความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ จะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาหลักเกณฑ์ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ความเป็นน้ำมะพร้าวแท้ 100% รวมทั้งกำหนดให้มีการแสดงข้อมูลบนฉลากอย่างชัดเจน เช่น สัดส่วนของน้ำมะพร้าว ส่วนผสมของน้ำตาลหรือสารปรุงแต่ง และข้อมูลสำคัญอื่นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างเหมาะสม พร้อมย้ำว่าการแก้ไขปัญหาการปลอมปนน้ำมะพร้าว การปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย และการฟื้นฟูอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค รักษามาตรฐานสินค้า สร้างความเป็นธรรมทางการค้า และยกระดับภาพลักษณ์มะพร้าวน้ำหอมไทยให้กลับมาเป็นสินค้าคุณภาพที่ได้รับความเชื่อมั่นในตลาดโลกอีกครั้ง<br />
ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับมะพร้าวน้ำหอมอย่างต่อเนื่อง รวม 9 ครั้ง และประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง โดยพบข้อสังเกตเกี่ยวกับความสมดุลของปริมาณวัตถุดิบและปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาด ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม รวมถึงการกำกับดูแลการแสดงฉลากสินค้าให้ถูกต้องและไม่สร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค<br />
ส่วนการแก้ปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำ นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน และกรมการค้าต่างประเทศ ได้หารือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด โรงงานผลิตกะทิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์ราคามะพร้าวแกง ที่ขณะนี้ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ผลผลิตในปี 2569 มีปริมาณ 852,000 ตัน เพิ่มขึ้น 2.4% จากปีก่อน และพบว่าปัจจุบันผลผลิตยังออกสู่ตลาด แต่ผลจากภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตมีขนาดเล็กลง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดมะพร้าวหัวขูด และผลผลิตได้เข้าสู่โรงงานแปรรูป แต่โรงงานมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต เกิดปัญหาผลผลิตตกค้าง ล้งและโรงงานจึงชะลอการรับซื้อ ส่งผลกระทบต่อราคารับซื้อจากเกษตรกรปรับลดลงมาอยู่ที่ 6-7 บาทต่อลูก ขณะที่เกษตรกรมีความกังวลว่าราคาที่ปรับลดลงจะมีสาเหตุมาจากการนำเข้ามะพร้าวแกงของโรงงาน จากการตรวจสอบ พบว่า โรงงานกะทิใช้ผลผลิตมะพร้าวในประเทศเป็นวัตถุดิบหลักถึง 80% และนำเข้าเพียง 20% และในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผลผลิตภายในประเทศออกมาก พบว่า การนำเข้ามะพร้าวในช่วงเดือน มกราคม &ndash; พฤษภาคม 2569 มีปริมาณเพียง 79,388 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณการนำเข้าถึง 190,734 ตัน หรือลดลง 60%<br />
ดังนั้นเพื่อบรรเทาปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำ กรมการค้าภายในและกรมการค้าต่างประเทศ ได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิ โดยมีมาตรการสำคัญ คือ การขอความร่วมมือโรงงานเข้ารับซื้อมะพร้าวคงค้างที่ยังไม่มีผู้รับซื้อ จำนวน 8.8 ล้านลูกโดยเร่งด่วน แยกเป็นประจวบคีรีขันธ์ 5 ล้านลูก นครศรีธรรมราช 1.6 ล้านลูก สุราษฎร์ธานีและชุมพร 1 ล้านลูก และแหล่งอื่น ๆ 1.2 ล้านลูก และกรมการค้าต่างประเทศ ยังได้ประชุมผู้นำเข้าและโรงงานกะทิ ขอให้รับซื้อผลผลิตในประเทศเป็นลำดับแรกก่อน ซึ่งโรงงานยืนยันว่าจะเริ่มลดการนำเข้าและในช่วงนี้จะใช้มะพร้าวในประเทศเป็นหลัก คาดว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลผลิตตกค้างและช่วยให้ราคามะพร้าวทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และจะติดตามสถานการณ์รับซื้อและราคาอย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้ง จะกำกับดูแลการนำเข้ามะพร้าวของโรงงานให้ไม่กระทบต่อผลผลิตในประเทศ การส่งเสริมผู้ประกอบการโรงงานกะทิของไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ให้สามารถขยายช่องทางการตลาดในตลาดเดิมและเพิ่มช่องทางตลาดใหม่ และที่สำคัญคือ การยกระดับการผลิตของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนให้ผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานสากล มีผลผลิตต่อเนื่อง และตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260619b88831449fd4da937545d94c1649536e095625.jpg' type='image/jpg' length='1353199' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ประชุมเวทีอาเซียน-รัสเซีย วางทิศทางร่วมมือรับความท้าทายโลก สร้างความมั่นคงและโอกาสแห่งอนาคต เพื่อประชาชน ]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/514177</link>
<guid isPermaLink="false">231016a8170e404728deed8a4f37ae24</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 09:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(18 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (เต็มคณะ) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ที่ ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน (Kazan Expo International Exhibition Center) เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซีย ในโอกาสครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยมี นายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และนายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ (H.E. Mr. Ferdinand Romualdez Marcos Jr.) ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เป็นประธานการประชุมร่วมกัน นายกรัฐมนตรี แสดงความซาบซึ้งต่อผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่ได้แสดงความเสียใจต่อประเทศไทยจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สะท้อนถึงมิตรไมตรีและการสนับสนุนจากทุกฝ่าย<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมฯ ครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการทบทวนและยกระดับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทุกฝ่าย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประชาคมโลก&nbsp;<br />
ที่สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างใกล้ชิด ความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคหนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อการค้า ความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ไทยเชื่อว่าความมั่นคงต้องอาศัยการเจรจา ความไว้วางใจ และความร่วมมือระหว่างกัน ดังนั้น ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมีส่วนช่วยส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคง พร้อมเสนอความร่วมมืออาเซียน-รัสเซียมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ (3Rs) ได้แก่<br />
1. Regionalism การเสริมสร้างบทบาทของอาเซียน โดยเน้นย้ำว่าอาเซียนควรยังคงเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนอาเซียน-รัสเซีย เพื่อเป็นเวทีสำหรับการเจรจา สร้างความเชื่อมั่น ความร่วมมือเชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้ประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกันได้ร่วมขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน&nbsp;<br />
2. Resilience การเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือความท้าทาย โดยความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันในการคาดการณ์ความเสี่ยง ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และฟื้นตัวจากวิกฤตต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ทั้งนี้ ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญ เห็นศักยภาพในการขยายความร่วมมือกับรัสเซียด้านห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย นวัตกรรมการเกษตร และการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบอาหาร รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาค ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน<br />
3. Relevance การตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายควรมุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง และร่วมกันรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ การหลอกลวงออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และกระแสเงินผิดกฎหมายข้ามพรมแดน โดยไทยสนับสนุนการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาศักยภาพ การบังคับใช้กฎหมาย และความมั่นคงทางดิจิทัล เพื่อยกระดับการคุ้มครองประชาชนและระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศ<br />
นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมให้สังคมสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสแห่งอนาคตมีความสำคัญ เนื่องจากเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต โดยสนับสนุนให้อาเซียนและรัสเซียขยายความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล AI เทคโนโลยีใหม่ ๆ และการศึกษา ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ การเสริมพลังเยาวชน และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อสร้างโอกาสใหม่สำหรับคนรุ่นต่อไป ซึ่งตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา อาเซียนและรัสเซียได้ร่วมกันพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง&nbsp;<br />
ที่ประชุมได้รับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่&nbsp;<br />
(1) ปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 &ldquo;อาเซียน-รัสเซีย : เอกภาพในความหลากหลาย - 35 ปี ร่วมกัน&rdquo; ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์&nbsp;<br />
(2) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤตพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค<br />
(3) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม&nbsp;<br />
(4) แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน&ndash;รัสเซีย ค.ศ. 2026&ndash;2030 ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม&ndash;วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ<br />
ในโอกาสร่วมรับประทานอาหารกลางวัน (Working Lunch) โดยมีนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ประมุขและผู้นำรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน และประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เข้าร่วม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ Integration Processes in the Eurasian Spaces ขอบคุณประธานาธิบดีปูตินที่เปิดโอกาสให้ผู้นำอาเซียนได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน พร้อมกล่าวถึงความรุ่งเรืองของภูมิภาคยูเรเซียในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค เศรษฐกิจ และประชาชน โดยเชื่อมั่นว่า &ldquo;สันติภาพและเสถียรภาพ&rdquo; คือรากฐานสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ<br />
นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการส่งเสริมความเชื่อมโยง (Connectivity) เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ แต่ยังครอบคลุมถึงห่วงโซ่อุปทาน เครือข่ายโลจิสติกส์ แพลตฟอร์มดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชน โดยไทยในฐานะประตูเชื่อมระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พร้อมมีบทบาทในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับประเทศหุ้นส่วนในภูมิภาคยูเรเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งไทยมีความตั้งใจในการเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thailand&ndash;EAEU FTA) เพื่อสนับสนุนการขยายการค้า การลงทุน และสร้างรากฐานที่เข้มแข็งสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส คาดการณ์ได้และเอื้อต่อการลงทุน และยืนยันความพร้อมของไทยในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมภูมิภาคยูเรเซียที่มีสันติภาพ เชื่อมโยงถึงกัน และเปิดกว้างต่อโอกาส โดยเชื่อว่าความสำเร็จของการบูรณาการระหว่างภูมิภาคจะวัดได้จากการที่ประชาชนและภาคธุรกิจมีความเชื่อมโยง มีความยืดหยุ่น และมีความมั่งคั่งร่วมกันมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260619955b5ed7a12ad087fbc1749fe315c150095521.jpg' type='image/jpg' length='1498426' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มหาดไทย กำชับทุกจังหวัดติดตามกลุ่มเป้าหมายยืนยันตัวตนรักษาสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใน 21 มิ.ย. 69]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/513885</link>
<guid isPermaLink="false">06259478642c1e5a5e98b0b263b1ff32</guid>
<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 12:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(16 มิ.ย. 69) ตามที่กรมการปกครองได้มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้กำชับทุกอำเภอและหมู่บ้านเร่งประชาสัมพันธ์ ค้นหา และติดตามประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ให้มาดำเนินการรักษาสิทธิภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ภายในเวลา 23.00 น. นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า กรมการปกครองได้ขับเคลื่อนภารกิจผ่านกลไกฝ่ายปกครองทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน อำนวยความสะดวก และติดตามประชาชนกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการของรัฐตามสิทธิที่ควรจะได้รับ ดังนี้<br />
1. กลุ่มเป้าหมายเดิม หรือกลุ่มประชาชนที่เคยอยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 แต่ยังไม่ได้กดยืนยันเข้าร่วมโครงการผ่าน 5 ช่องทางของกระทรวงการคลัง (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569) พบว่า จำนวน 13,173,973 คน ได้ดำเนินการยืนยันสิทธิแล้ว 12,217,472 คน คิดเป็นร้อยละ 93 ยังคงเหลืออีก 956,501 คน ขอให้รีบไปยืนยันตัวตนผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ แจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยฯ ผู้นำชุมชน ช่วยเหลือดำเนินการ<br />
2. กลุ่มประชาชนตกหล่นที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการช่วยเหลือ จำนวน 1,047,520 คน ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิแล้ว 974,724 คน คิดเป็นร้อยละ 93.05 ยังคงเหลืออีก 72,796 คน โดยได้กำชับให้ทุกพื้นที่จัดประชุมคณะกรรมการหมู่บ้าน ชุมชน และประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เพื่อร่วมกันตรวจสอบและรับรองบัญชีรายชื่อให้ถูกต้องครบถ้วน<br />
3. กลุ่มประชาชนนอกเหนือบัญชีรายชื่อเดิม ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์รับสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่ามีผู้มาลงทะเบียนแล้วจำนวน 4,375,589 คน<br />
นายนฤชา ได้กำชับทุกจังหวัดและทุกอำเภอเร่งดำเนินงานผ่านกลไกคณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.) ตรวจสอบและสอบทานข้อมูลของกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ให้ครบถ้วน พร้อมยืนยันส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบภายในวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลา 23.59 น. เพื่อส่งต่อให้กระทรวงการคลังนำไปตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดต่อไป จึงขอเชิญชวนประชาชนที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการรักษาสิทธิ รีบติดต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและความช่วยเหลือจากภาครัฐ<br />
สำหรับการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ กระทรวงการคลังจะประกาศ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์โครงการฯ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร และสามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์&nbsp;<br />
https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และ https://welfare.mof.go.th หรือช่องทางประชาสัมพันธ์ &nbsp; อย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลัง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 &nbsp;&nbsp;ผ่านช่องทางเดียวกัน และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป กรณีผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; และแอปพลิเคชัน &nbsp; &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17 - 31 กรกฎาคม 2569 โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ &nbsp; &nbsp;ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วัน &nbsp;ที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(17 มิ.ย. 69) ส่วนความคืบหน้าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้า เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่&nbsp;<br />
โดยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ลงนามถึงปลัดจังหวัดทั่วประเทศ สั่งการให้จังหวัดกำชับอำเภอและฝ่ายปกครองในพื้นที่ เร่งประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าในการเข้าร่วมโครงการฯ อย่างเต็มกำลัง โดยให้ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับโครงการผ่านทุกช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ เว็บไซต์ของหน่วยงาน หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน สื่อสังคมออนไลน์ และช่องทางประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ได้รับทราบข้อมูลและเข้าร่วมโครงการได้อย่างครบถ้วน&nbsp;<br />
สำหรับร้านค้ารายเดิม สามารถยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 ขณะที่ร้านค้ารายใหม่ เปิดรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2569 นอกจากนี้ ยังกำชับให้ปลัดอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้ารายใหม่ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ตามแบบฟอร์มที่กำหนด เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ สำหรับพื้นที่ในเขตเทศบาลที่ไม่มีกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ให้จังหวัดขอความร่วมมือเทศบาลมอบหมายปลัดเทศบาลหรือหัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล เป็นผู้ยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้ารายใหม่ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากโครงการฯ โดยไม่เกิดอุปสรรคด้านพื้นที่รับผิดชอบ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260618995b2083efca1167a6b87c1b710d6ad0125735.jpg' type='image/jpg' length='1301491' />
</item>
</channel>
</rss>
