<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/index/id/9</link>
<atom:link href="https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/index/id/9" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภมาส” เร่งช่วยผู้ซื้อรถ EV แก้ปัญหารถชำรุด - ลอยแพ - ราคาดิ่ง สั่ง สคบ. จัดทำ e-Book “ฉลากรถยนต์ไฟฟ้า” เช็กก่อนซื้อ ]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/502253</link>
<guid isPermaLink="false">99da24d95633e1e1097b78fa8a4cda52</guid>
<pubDate>Tue, 12 May 2026 09:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(11 พ.ค. 69) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า โดยมี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน พร้อมด้วยผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าในฐานะภาคเอกชน เข้าร่วมหารือ เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก<br />
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการรับฟังเสียงของประชาชนที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า&nbsp;<br />
ซึ่งเป็นไปตามมาตรการของรัฐบาลที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกรองรับสถานการณ์วิกฤตพลังงาน แต่กลับต้องเผชิญปัญหา 3 เรื่องใหญ่ คือ รถชำรุดบกพร่อง การถูกลอยแพหลังบริษัทปิดตัว หรือศูนย์บริการปิดทำให้ไม่มีที่ซ่อมแซม และปัญหาด้านราคาที่ปรับตัวลดลงหลังซื้ออย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนและเป็นข้อกังวลทั้งในมิติของความปลอดภัย คุณภาพ มาตรฐานชิ้นส่วน กระบวนการประกอบรถ การบริการหลังการขาย เหล่านี้เป็นประเด็นที่ต้องเร่งพิจารณาเพื่อหาแนวทางและมาตรการคุ้มครองและเยียวยาผู้บริโภคให้เกิดความชัดเจน และเป็นธรรม ซึ่งจากรายงานของ สคบ. พบว่าในช่วงปี 2567 - 2569 มีผู้บริโภคร้องทุกข์เรื่องรถยนต์ไฟฟ้ากับ สคบ. ถึง 556 ราย รวมถึงร้องเรียนไปยังสภาองค์กรของผู้บริโภค เพิ่มอีก 792 ราย รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,348 ราย&nbsp;<br />
ซึ่ง สคบ. มีการแก้ไขจนยุติข้อพิพาทแล้ว 402 ราย คิดเป็นร้อยละ 72.3 ปัญหาที่พบมากที่สุด 5 ลำดับ ได้แก่ ความชำรุดบกพร่อง 47.3% ไม่คืนเงินจอง 18.2% ซื้อแล้วปรับราคาลง 14.7% ไม่ส่งมอบของแถม 13.1% และอุบัติเหตุหรือซ่อมล่าช้า 2.9% ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ทุกเสียงของผู้บริโภค คือ สิ่งที่ไม่อาจนิ่งเฉยได้ เพราะรถหนึ่งคันคือทรัพย์สินสำคัญของครอบครัว ผู้บริโภคต้องได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่ภาระที่ต้องแบกรับ<br />
โดย สคบ. ได้พิจารณารูปแบบปัญหาที่ผู้บริโภคเผชิญ เป็น 3 ประเด็น โดยพบปัญหาหลังการขายมากที่สุด 288 ราย คิดเป็น 52% รองลงมาคือปัญหาการซื้อขาย 183 ราย คิดเป็น 33% และปัญหาการส่งมอบ 85 ราย&nbsp;<br />
คิดเป็น 15% ประชาชนมีความกังวลว่าศูนย์บริการจะปิดตัวถึง 329 ราย คิดเป็น 41.5% พบอุปกรณ์ชำรุดเสียหาย 164 ราย คิดเป็น 20.7% ไม่มีอะไหล่ต้องรอนาน 94 ราย คิดเป็น 11.9% และคืนรถไม่ได้เมื่อบริษัทปิดตัว 52 ราย คิดเป็น 6.6% ดังนั้นเพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภค คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีมติดำเนินคดีแพ่งกับผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อเรียกค่าเสียหายคืนให้ผู้บริโภค มูลค่าความเสียหายกว่า 103.1 ล้านบาท สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็น &ldquo;สินค้าควบคุมฉลาก&rdquo; ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทำฉลากสินค้า<br />
โดยให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน แสดงฉลากให้เห็นและอ่านได้ชัดเจน หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติมอบหมายให้ สคบ. จัดทำ e-Book &ldquo;ฉลากรถยนต์ไฟฟ้า&rdquo; โดยขอความร่วมมือผู้ผลิต และผู้นำเข้าส่งฉลากรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยให้กับ สคบ. เพื่อรวบรวมจัดทำเป็น&nbsp;e-Book นำเสนอข้อมูลฉลากของรถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อ พร้อมอธิบายสาระสำคัญของฉลาก สิทธิผู้บริโภค แนวทางตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว ใช้เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ โดยจะเผยแพร่ผ่านทุกช่องทางการประชาสัมพันธ์ของ สคบ. ทั้งบนเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และเพจในแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมถึงเฝ้าระวังการโฆษณา และกำกับดูแลให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาจองตามแบบสัญญามาตรฐาน อีกทั้งยังได้รับฟังข้อเสนอจากสภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย การกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายโฆษณาข้อมูลคุณภาพ คุณลักษณะทางเทคนิค สมรรถนะ เงื่อนไขการรับประกัน และข้อจำกัดการใช้งานชิ้นส่วนสำคัญอย่างละเอียด การกำหนดกรอบเวลาซ่อมมาตรฐานในสัญญา การกระจายศูนย์บริการให้ครอบคลุมทุก 150 - 200 กิโลเมตร การสำรองอะไหล่ให้เพียงพอ การพัฒนาระบบเรียกคืนรถ (Recall) เพื่อแก้ไขความบกพร่องที่กระทบความปลอดภัย การผลักดันมาตรการสิทธิในการซ่อม (Right to Repair) ให้เจ้าของรถซ่อมบำรุงได้แม้หมดระยะประกัน และการจัดตั้งศูนย์ประสานงานรับเรื่องร้องเรียนเฉพาะทางด้านยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สคบ. กับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งในส่วนนี้จะแต่งตั้งคณะทำงานของทุกฝ่ายร่วมกัน เพื่อร่วมลงรายละเอียดในประเด็นแนวทางการยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภครถยนต์ไฟฟ้าต่อไป<br />
พร้อมทั้งขอบคุณสภาองค์กรของผู้บริโภคที่ได้สะท้อนเสียงของประชาชน และฝากถึงผู้ประกอบการทุกรายว่า ประชาชนที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า คือผู้ที่ฝากความหวังและฝากเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงไว้กับผู้ประกอบการ ขอให้ดูแลเหมือนคนในครอบครัว เร่งรัดแก้ไขปัญหาด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรม สำรองอะไหล่ให้เพียงพอ ดูแลศูนย์บริการให้ครอบคลุม กำหนดกรอบเวลาซ่อมที่ชัดเจน อย่าปล่อยให้ผู้บริโภคถูกลอยแพ ซึ่งยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องสู้ลำพัง สำหรับประชาชนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ขอให้ตรวจสอบฉลากสินค้า เงื่อนไขการรับประกัน กรอบเวลาซ่อมมาตรฐาน ข้อมูลศูนย์บริการ ความพร้อมของอะไหล่ อ่านสัญญาจองให้ครบถ้วน เก็บใบเสร็จ ใบจอง โบรชัวร์ และเอกสารโฆษณาทุกชิ้นไว้เป็นหลักฐาน หากถูกเอารัดเอาเปรียบ สามารถร้องเรียนมาที่ สคบ. ได้ทันที&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าหรือสินค้าและบริการอื่น สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 ระบบร้องทุกข์ผู้บริโภค OCPB Complaint แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นสามารถร้องเรียนได้ที่<br />
ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/202605126adef400a54725128713a901989fd06d092428.jpg' type='image/jpg' length='1345712' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เตรียมไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2026 สร้างโอกาส รายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นการเงินการคลังระดับโลก]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/502252</link>
<guid isPermaLink="false">3eec4751cb6a21712f974bd593cdd5f8</guid>
<pubDate>Tue, 12 May 2026 09:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(11 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2569&nbsp;<br />
โดยนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่า การประชุม IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings 2026 หรือ AM2026 ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดเวทีหนึ่งของโลก เปรียบเสมือน &ldquo;โอลิมปิกด้านการเงินการคลัง&rdquo; ที่จะทำให้ทั่วโลกจับตามองประเทศไทย&nbsp;<br />
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) หรือ IMF-WBG Annual Meetings เป็นการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักคิด และนักวิชาการด้านเศรษฐกิจการเงินจากทั่วทุกมุมโลก มาร่วมหารือประเด็นสำคัญ อาทิ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน&nbsp;<br />
การลดความยากจน และเรื่องสำคัญอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน การจัดประชุมระดับโลกนี้เริ่มต้น<br />
เมื่อปี 2490 และจัดขึ้นเป็นประจำในเดือนตุลาคมของทุกปี ณ สำนักงานใหญ่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ต่อเนื่องกัน 2 ปี และทุกปีที่ 3 จะหมุนเวียนไปจัดที่ประเทศสมาชิก เพื่อเชื่อมโยงความหลากหลายของภูมิภาคและความร่วมมือจากทั่วโลก จากจุดเริ่มต้นถึงปัจจุบันมีเพียง 3 ประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพถึง 2 ครั้ง ได้แก่&nbsp;<br />
ตุรกี (ปี 2498 และ 2552) ญี่ปุ่น (ปี 2507 และ 2555) และไทย ครั้งแรกเมื่อปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จากความสำเร็จในครั้งนั้น ทำให้ในปี 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมอีกครั้ง ในรอบ 35 ปี สะท้อนว่าไทยเป็นประเทศที่ประชาคมโลกเชื่อมั่นและให้ความสนใจในด้านการเงินการคลังระดับโลก&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็น &ldquo;โอกาส<br />
ของประเทศและคนไทยทุกคน&rdquo; ในการแสดงศักยภาพ ความพร้อม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยต่อผู้นำเศรษฐกิจ โดยสอดแทรกผ่านองค์ประกอบในการจัดประชุม อาทิ การใช้ผ้าไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การลงทุน และรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยในหลายภาคส่วน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม บริการ และธุรกิจท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมจะนำแนวคิด Green Meeting และผนังห้องประชุมแบบ Isowall (แผ่นผนังสำเร็จรูป) มาใช้ ซึ่งสามารถรื้อและนำกลับมาใช้ใหม่ได้&nbsp;<br />
คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 189 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก โดยจะมีการประชุมหลัก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และการประชุมย่อยอีกประมาณ 1,000 การประชุม ซึ่งคาดว่า&nbsp;การประชุมดังกล่าวจะทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยจำนวนมาก และความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้<br />
จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และอยากให้คนไทยทุกคนรู้สึกว่า &ldquo;เราเป็นเจ้าภาพร่วมกัน&rdquo; ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ ภาคบริการ อาสาสมัคร หรือประชาชนทั่วไป เพราะนี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างความประทับใจและสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ได้แก่ 1. คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ 2. คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ 3. คณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และสาธารณสุข เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมงานในทุกมิติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย ที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจ และความปลอดภัยให้กับผู้เข้าร่วมประชุม<br />
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแนวคิดหลักของการเป็นเจ้าภาพ ภายใต้ธีม &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; หรือ &ldquo;ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&rdquo; ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาของไทยในโลกยุคใหม่ ผสมผสานกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในปีหน้าจะครบรอบ 100 ปี ชาตกาล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนเชื่อมโยงสู่ประเด็นยุทธศาสตร์ในระดับสากล ผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI 2. ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก 3. การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับธีม &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; เป็นแนวคิดการพัฒนาที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจและการเงินมีความพร้อมรับมือความเสี่ยงในอนาคต มุ่งต่อยอดจุดแข็งของประเทศไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าด้านการชำระเงินดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และศักยภาพของแรงงานไทย พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะความรู้และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน เพื่อให้รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน อย่างไรก็ตามการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในระบบการเงินแม้จะช่วยเพิ่มความสะดวกและมีประสิทธิภาพ แต่มาพร้อมความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ดังนั้นประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันทางการเงินดิจิทัล การกำหนดธีมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะสื่อสารวิสัยทัศน์การพัฒนาในอนาคตต่อเวทีโลก และใช้การประชุมเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เสริมสร้างความร่วมมือ และผลักดันประเด็นด้านการเสริมสร้างศักยภาพประชาชน และความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ เพื่อก้าวไปสู่ New Horizons อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมสำหรับทุกคน&nbsp;<br />
รัฐบาลเชื่อมั่นว่า เวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอวิสัยทัศน์และบทบาทของไทยในฐานะประเทศ<br />
ที่พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือ สร้างสมดุล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 5 เดือน ประเทศไทยจะได้ต้อนรับแขกจากทั่วโลก ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความประทับใจ และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นให้กับประเทศและประชาชนไทยในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026051291226ba2b8c91e1c8afc7c0dbd63d1ea092308.jpg' type='image/jpg' length='1578477' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” เดินหน้าขยายการค้า การลงทุนไทย–สหรัฐฯ “เอกนิติ” อนุมัติ 6 โครงการ “ติ๊กต็อก” ทุ่มลงทุนครั้งใหญ่ ปักหมุดไทยฐานธุรกิจหลักในภูมิภาค ]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/500738</link>
<guid isPermaLink="false">55f5c2dc9de06e618397b054ff97a490</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 09:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 3&ndash;6 พฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมงาน 2026 SelectUSA Investment Summit ร่วมกับภาคเอกชนไทย โดยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 นางศุภจี ได้หารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งการหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้มีความคืบหน้าและสามารถสรุปผลได้โดยเร็ว เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การลงทุน อีกทั้งลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่จะใช้มาตรการทางการค้ากับไทย&nbsp;<br />
นางศุภจี กล่าวว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการค้า และเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทเชิงรุกผ่านการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน เช่น สาขาเกษตรแปรรูป และพลังงาน พร้อมการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีความต้องการและยังไม่สามารถผลิตได้เอง โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อม รวมทั้งแจ้งถึงแผนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากฝ่ายสหรัฐฯ และถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายสามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะแนวทางการยกเว้นภาษีของสหรัฐฯ ให้กับสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีเปิดกว้างและพร้อมพิจารณาต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน&nbsp;<br />
ส่วนการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน ได้ชี้แจงฝ่ายสหรัฐฯ ว่าไทยให้ความสำคัญกับผลการเจรจาที่จะทำให้ความตกลงสามารถปฏิบัติได้จริง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความเข้าใจ และพร้อมหารือทั้งในด้านระยะเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน และรายละเอียดของความตกลงในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการภายในของไทยเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งสหรัฐฯ ขอให้ไทยเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในห่วงโซ่อุปทาน&nbsp;<br />
ส่วนเรื่องกรอบเวลา ไทยและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการเจรจา โดยมีเป้าหมาย คือ การสรุปสาระสำคัญของความตกลงโดยเร็ว เพื่อยืนยันสถานะของไทยที่เป็นประเทศคู่ค้าทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงลดความเสี่ยงจากการถูกใช้มาตรการภาษีในอนาคต โดยกระทรวงพาณิชย์จะจัดคณะผู้แทนไทยเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 ระหว่างวันที่ 13&ndash;14 พฤษภาคม 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างการค้าและการผลิตของไทยด้วย<br />
โอกาสนี้ยังได้หารือกับนาง Tammy Duckworth สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ โดยสหรัฐฯ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก นวัตกรรมอาหาร ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และอุตสาหกรรมอาหารสำหรับทารก ซึ่งเป็นสาขาที่ภาคเอกชนไทยให้ความสนใจ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งมีศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการเกษตรขั้นสูง เพื่อขยายการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานระยะยาว พร้อมกันนี้ ไทยได้ขอรับการสนับสนุนในการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ว่า ไทยพร้อมจะเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้เชิงยุทธศาสตร์ และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความตั้งใจร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว<br />
สำหรับในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมสินค้าสำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(6 พ.ค. 69) สำหรับการส่งเสริมการลงทุนโครงการสำคัญภายในประเทศยังคงเดินหน้า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งที่ประชุมได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท พร้อมคัดเลือกโครงการลงทุนสำคัญเข้าสู่ระบบ Thailand FastPass อีก 9 โครงการ เพิ่มเติมจากรอบแรก 16 โครงการ และเห็นชอบแนวทางเร่งรัดแผนผลิตและจ่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันกลไกพลังงานสะอาด ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าทั้งระบบ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และตอบโจทย์การลงทุนยุคใหม่ที่มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น&nbsp;<br />
ทั้งนี้การอนุมัติ 6 โครงการใหญ่ มูลค่าการลงทุนกว่า 9.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย<br />
- กิจการ Data Center และการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) 3 โครงการ รวมมูลค่า 913,838 ล้านบาท ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;1) บริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 842,350 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา เป็นการขยายการลงทุนติดตั้ง Server เพิ่มเติม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับการเก็บและประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้ในภูมิภาค รองรับความต้องการใช้บริการของลูกค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก โดยใน โครงการนี้บริษัทจะพัฒนาหลักสูตรด้าน Digital Literacy และ e-Commerce &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย และยกระดับศักยภาพบุคลากรดิจิทัลของประเทศด้วย<br />
&nbsp; &nbsp;2) บริษัท สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือ DAMAC Group กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เงินลงทุน 46,869 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา รองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (IT Load) รวม 200 เมกะวัตต์<br />
&nbsp; &nbsp;3) บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอไอโอ (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 24,619 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี รองรับ IT Load รวม 134 เมกะวัตต์<br />
- กิจการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิเพียงรายเดียวในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากบริษัท Procter &amp; Gamble ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลก และเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อรองรับตลาดในเอเชีย เงินลงทุน 8,180 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่จังหวัดระยอง<br />
- กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ของบริษัท ด่านขุนทด วินด์ วัน จำกัด เงินลงทุน 4,728 ล้านบาท ขนาด 89.7 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา<br />
- กิจการผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ ของบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) เงินลงทุน 31,422 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ โดยโพแทสเซียมคลอไรด์ที่ผลิตในโครงการจะนำไปผลิตแม่ปุ๋ยโพแทส<br />
เดินหน้าอนุมัติ Thailand FastPass รอบ 2<br />
ที่ประชุมเห็นชอบคัดเลือกโครงการลงทุนรายสำคัญเข้าสู่ระบบเร่งรัดการลงทุน Thailand FastPass รอบ 2 เพิ่มอีก 9 โครงการ เงินลงทุนรวม 52,104 ล้านบาท ต่อเนื่องจากรอบแรกที่อนุมัติไปแล้ว 16 โครงการ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการสำคัญที่เข้าสู่ระบบ Thailand FastPass แล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ เงินลงทุนรวม 223,216 ล้านบาท โดยทุกโครงการจะได้รับสิทธิในการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บีโอไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมฯ (สผ.) กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันให้การลงทุนสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว&nbsp;<br />
เร่งผลักดันกลไกพลังงานสะอาด - จัดหาไฟฟ้ารองรับการลงทุน<br />
ที่ประชุมได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ครอบคลุมทั้งการจัดหาไฟฟ้าในระยะเร่งด่วนเพื่อรองรับการลงทุนที่กำลังเข้ามาสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เริ่มมีข้อจำกัดของระบบส่งไฟฟ้า การเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เพื่อให้เกิดการลงทุนที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่และความต้องการไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงการเร่งผลักดันกลไกการจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ ทั้งมาตรการ Direct PPA&nbsp;<br />
ที่จะเปิดให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าร่วม และอัตราค่าบริการโครงข่ายไฟฟ้า และที่ประชุมรับทราบอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff 2: UGT2) เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาดให้ภาคเอกชน&nbsp;<br />
นอกจากนี้ยังมีมติให้ บีโอไอ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนพลังงานสะอาด เช่น การผ่อนคลายเงื่อนไขการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า (พค. 2) สำหรับ Solar Rooftop ของผู้ประกอบการต่างชาติ และการเร่งกำหนดแนวทางสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) เพื่อให้การลงทุน Solar Farm และพลังงานสะอาดสามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัวและสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม<br />
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวนสูง การลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็น Tech Hub ของภูมิภาค ซึ่ง บีโอไอ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งด้านการยกระดับทักษะบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด การพัฒนาซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติและอนุญาต เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงเร็วที่สุด<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026050782fc0f251f1085e9653590684255c53b095114.jpg' type='image/jpg' length='1414728' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่ง สคบ. ดูแลผู้บริโภค “ศุภมาส” ตรวจโรงงานปลากระป๋องเรียกความเชื่อมั่นผู้บริโภค ย้ำ อย่าซ้ำเติมประชาชน]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/500735</link>
<guid isPermaLink="false">4cff4e8c13db4356288adae8bbc4b84c</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 09:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;(5 พ.ค. 69) จากกรณีผู้บริโภคซื้อปลากระป๋อง ฉลากข้างกระป๋องระบุว่าเป็นปลาแมกเคอเรล แต่เมื่อเปิดกระป๋องกลับพบว่าลักษณะปลาเหมือนปลาหมอคางดำ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงได้ประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร เข้าตรวจสอบบริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 89/98 หมู่ 2 ตำบลกาหลง อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตปลากระป๋องดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่า สถานที่ผลิตไม่ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) และพบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ใช้ปลาชนิดอื่นตามที่เป็นข่าว เจ้าหน้าที่จึงได้สั่งให้บริษัทเรียกคืนสินค้าทั้งหมดออกจากท้องตลาด และดำเนินการอายัดผลิตภัณฑ์ยี่ห้อที่เป็นข่าวและยี่ห้ออื่นที่พบทั้งหมด ณ สถานที่ผลิตจำนวน 12,760 กระป๋อง และที่พบ&nbsp;<br />
ณ สถานที่จำหน่ายจำนวน 250 กระป๋อง อย. เน้นย้ำว่า กรณีการเปลี่ยนวัตถุดิบเป็นปลาชนิดอื่นแทนปลาแมกเคอเรล<br />
ตามที่ได้รับอนุญาต และแสดงฉลากให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า ปลากระป๋องนั้นผลิตจากปลาแมกเคอเรล แม้ว่าปลานั้นจะเป็นปลาที่รับประทานได้อย่างปลอดภัย แต่ถือว่าเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ฐานผลิตอาหารปลอม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 - 100,000 บาท และฐานแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญ มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท จึงขอเตือนผู้ผลิตทุกรายให้ดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม การกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคแล้ว ยังทำลายความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมอาหารไทย หากตรวจพบการกระทำผิด อย. จะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุด พร้อมทั้งประสานกรมประมงตรวจสอบชนิดปลา ซึ่งผลตรวจพบว่าปลากระป๋องดังกล่าวใช้เนื้อปลานิลผลิตแทนเนื้อปลาแมกเคอเรล ยืนยันว่าไม่ใช่ปลาหมอคางดำ ในเบื้องต้นบริษัทผู้ผลิตได้ยอมรับถึงข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
(6 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยประชาชนผู้บริโภค จึงสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เข้าไปดูแลผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายโดยตรง แม้กรณีนี้โรงงานได้เจรจาและชดใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่ในสินค้าเดียวกันนี้ยังมีผู้เสียหาย<br />
รายอื่นอีกที่ยังไม่มีการร้องเรียนเข้ามา<br />
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแล สคบ. กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายของ สคบ. เรื่องสิทธิผู้บริโภคที่มีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารเพียงพอ ถูกต้อง และคำบรรยายบนฉลากที่ถูกต้อง ซึ่งในกรณีนี้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นปลาแมกเคอเรล จึงเป็นการโฆษณาที่ผิดจากความเป็นจริง นอกจากนี้ประชาชนยังมีสิทธิเลือกใช้สินค้าอย่างอิสระ หากผู้บริโภคทราบว่าไม่ใช่ปลาตรงตามชนิดที่ระบุไว้อาจจะไม่ซื้อ ดังนั้น สคบ. ที่มีหน้าที่หลักในการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในด้านคุณภาพ สินค้าชำรุด ไม่ตรงตามที่ระบุ โฆษณาเกินจริง หรือเป็นเท็จ ที่อาจส่งผลกระทบถึงสุขภาพของประชาชน รวมถึงการเอาเปรียบผู้บริโภค จึงต้องเร่งคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค โดยผู้บริโภคต้องไม่ถูกหลอก ไม่ถูกเอาเปรียบ และไม่ถูกโกง การคุ้มครองผู้บริโภคถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทย ตามที่เคยเน้นย้ำการทำหน้าที่ของ สคบ. ให้ตระหนักถึงการดูแลประชาชนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมีสิทธิได้รับการชดเชยค่าเสียหาย โดย สคบ. จะเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องให้ ซึ่งไม่ควรที่จะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก ต้องมีการเฝ้าระวังและดูแลสินค้า มิเช่นนั้นสินค้ายี่ห้ออื่นจะได้รับผลกระทบ<br />
ไปด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดการตื่นตระหนก จนไม่กล้าบริโภคสินค้า ในสภาวะที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ประชาชนขณะนี้จึงอ่อนไหวกว่าปกติ เพราะทุกคนได้รับผลกระทบเกี่ยวกับปัญหาปากท้อง ฉะนั้นขอให้ผู้ประกอบการอย่าซ้ำเติมคนไทยด้วยกัน และอยากให้เห็นใจคนไทยในสภาวะเช่นนี้ พร้อมย้ำว่า หากช่วยเหลือกันไม่ได้ก็อย่าทำร้ายกัน ส่วนกรณีที่ขณะนี้รัฐบาลกำลังออกโครงการ &nbsp; &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; จำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ต้องห่วง เนื่องจากสินค้าในโครงการนำมาจากโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งมีผู้จัดจำหน่ายที่เป็นผู้ค้าชั้นนำ ดังนั้นสินค้าจึงได้มาตรฐาน&nbsp;<br />
นอกจากนี้ นางสาวศุภมาส ยังได้ลงพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบและติดตามโรงงานผลิตปลากระป๋องที่มีการเปลี่ยนวัตถุดิบเป็นปลาชนิดอื่นแทนปลาแมกเคอเรลตามที่ได้รับอนุญาต และแสดงบนฉลากสินค้า พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจต่อสิ่งที่ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน แม้ในกรณีดังกล่าวทางผู้ประกอบการจะมีการเยียวยาแก่ผู้เสียหายเบื้องต้นแล้ว &nbsp;เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำ และคืนความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องมีการตรวจสอบและติดตามข้อเท็จจริง เพื่อความปลอดภัยทั้งร่างกายและทรัพย์สินของผู้บริโภค ซึ่งจากการที่ อย. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานต้นเหตุ พบว่าสถานที่ผลิตไม่ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) และพบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ใช้ปลาชนิดอื่น ไม่ตรงตามฉลากที่แสดงบนบรรจุภัณฑ์ ถือว่าเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค จึงขอเน้นย้ำว่าความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค คือหัวใจสำคัญของการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค รัฐบาลจะดำเนินการทุกมาตรการเพื่อรักษามาตรฐานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เป็นธรรม โดยให้ สคบ. ติดตามเรื่องร้องเรียนอย่างใกล้ชิดและตรวจสอบทุกจังหวัด ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายมีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหายจากการใช้สินค้าหรือบริการดังกล่าว ตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562<br />
ทั้งนี้ หากผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 หรือร้องทุกข์ผ่านทางแอปพลิเคชัน OCPB Connect และ เว็บไซต์ ocpb.go.th สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260507fd5a519368762338d8f99e4f55af9c0c095005.jpg' type='image/jpg' length='1389236' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน บรรเทาค่าครองชีพ ปรับโครงสร้างพลังงาน  เสนอสภา 14 พ.ค. นี้ ]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/500400</link>
<guid isPermaLink="false">dfe2188ab061a5f23961b2c9538ea599</guid>
<pubDate>Wed, 06 May 2026 10:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(5 พ.ค. 69) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก ส่งผลให้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะซ้อนทับและรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ วิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะราคาสินค้าและวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นในวงกว้าง และการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชน ส่งผลต่อราคาสินค้า อาหาร ค่าครองชีพ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ฉุดกําลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำในระยะถัดไป อีกทั้ง ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงที่สุดอันดับต้น ๆ ในเอเชีย&nbsp;<br />
จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องลดการพึ่งพาการนําเข้าพลังงานอย่างเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ&nbsp;<br />
กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและบรรเทาภาระ<br />
ค่าครองชีพของประชาชน ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงัก และสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางซึ่งมีข้อจำกัดด้านรายได้และความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะค่าครองชีพ รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องจัดหาแหล่งเงินเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในกรอบงบประมาณที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤตแต่จะไม่ทันการณ์ เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วนทั้งในด้านขนาด (Scale) ความเร็ว (Speed) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ที่ไม่เพียงพอและหากจะดําเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายปกติจะไม่ทันต่อสถานการณ์และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนหลายระลอกต้องรับมืออย่างเร่งด่วน จํากัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวในวงกว้าง และยืดเยื้อ&nbsp;<br />
คณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการตราพระราชกําหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และให้ส่งสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงานซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้<br />
แผนงานที่ 1 : มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสําคัญคือประชาชน<br />
ผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซ้ำจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ที่ปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นรัฐ 60% และประชาชน 40% เบื้องต้นกำหนดกรอบไว้ 30 ล้านคน คนละ 4,000 บาท โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน&nbsp;<br />
จะมีการทบทวนการลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เนื่องจากฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ถูกทบทวนมานานถึง&nbsp;<br />
9 ปี เพื่อให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ ตามสิทธิ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท คาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้<br />
แผนงานที่ 2 : มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก&nbsp;<br />
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&nbsp;<br />
ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทําให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่อช่วยการลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อวิกฤตในอนาคต<br />
นอกจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ... แล้ว<br />
ยังเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน โดยมอบหมายสำนักงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก. นี้ และมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะและการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้<br />
โดยให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งไม่เกิน&nbsp;3 คน (กรรมการ) และผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทน สศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม) เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ อีกทั้ง กระทรวงการคลังยังได้กําหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงยืนยันว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ &ldquo;ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว&rdquo; หรือ stagflation&nbsp;<br />
ซึ่งต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าว พระราชกำหนด<br />
ฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ แม้ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองคนที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต&nbsp;<br />
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญ &ldquo;วิกฤตปากท้อง&rdquo; ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียวแต่กำลังมาเป็นคลื่นต่อเนื่อง ระลอกแรก คือ ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ระลอกที่สอง คือ กำลังลุกลามไปสู่ต้นทุนอาหารและสินค้าต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น และระลอกที่สาม คือ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มลดลง ส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้านต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่รายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน&nbsp;<br />
ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติมแต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้ แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP&nbsp;<br />
จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังตํ่ากว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยสถานะหนี้สาธารณะคงค้างปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 12,595,731 ล้านบาท คิดเป็น 66.09% ของ GDP การกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ GDP ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คิดเป็น 68.18% ของ GDP อีกทั้งได้มีการประมาณการโดยคำนึงถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ประมาณ 69.88% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP&nbsp;<br />
ไว้ไม่เกิน 70% รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง<br />
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจงในการประชุมสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทั้งนี้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องเสนอโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมี 11 มาตรา แต่จะระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และคณะกรรมการกลั่นกรองจะดูโครงการก่อนนำเสนอ ครม. เห็นชอบ ซึ่ง พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 ส่วนกรอบเวลาเบิกจ่าย สามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026050692bf4b1c80b8dcd5b0c245d9521385b6102112.jpg' type='image/jpg' length='1485288' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สุชาติ - สุริยะ” เร่งรับมือภัยแล้ง จัดการน้ำทั้งระบบ เตือนเกษตรกรงดทำนาปรังรอบ 2  ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ลดความเสี่ยงจากเอลนีโญ]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/500054</link>
<guid isPermaLink="false">8e8bb3496ddf5361a8723399a41e584c</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 10:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงสถานการณ์ภัยแล้ง โดยกำชับให้บูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลประชาชนและภาคการเกษตรอย่างใกล้ชิด<br />
โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้ กรมทรัพยากรน้ำ ระดมสรรพกำลังลงพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำกินน้ำใช้ สนับสนุนระบบประปาหมู่บ้าน และสำรองน้ำต้นทุนในพื้นที่เสี่ยงอย่างทั่วถึง พร้อมย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งการจัดหาน้ำอุปโภคบริโภค การสนับสนุนภาคเกษตร และการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ด่านหน้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1&ndash;11 ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ลงพื้นที่ช่วยเหลือทันทีตามสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการจัดหาน้ำกินน้ำใช้ น้ำต้นทุนผลิตประปา และช่วยเหลือภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดลำปาง นครสวรรค์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา จันทบุรี นครศรีธรรมราช พิษณุโลก ชุมพร กระบี่ และอุบลราชธานี มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ แจกจ่ายน้ำสะอาด และสนับสนุนภารกิจภาคสนามอย่างครบวงจร เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง โดยสามารถช่วยเหลือประชาชนได้แล้วกว่า 21,600 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชาชนกว่า 43,200 คน สนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ด่านหน้าดับไฟป่าเกือบ 2,000 ขวด สะท้อนการทำงานเชิงรุกของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม และจะเดินหน้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ลดความเดือดร้อนในช่วงวิกฤต และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว&nbsp;<br />
ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เตรียมมาตรการเชิงรุกรับมือปรากฏการณ์ &ldquo;ซูเปอร์เอลนีโญ&rdquo; ที่ส่งผลกระทบให้สภาพอากาศร้อนจัดและปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้างในปีนี้ เน้นชู 4 ยุทธศาสตร์ &ldquo;กักเก็บ เติมน้ำ ปรับเปลี่ยนเฝ้าระวัง&rdquo; โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินงานตามยุทธศาสตร์เร่งด่วน ดังนี้&nbsp;<br />
1. บริหารจัดการน้ำแบบหยดสุดท้าย มอบหมายให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลักอย่างเคร่งครัด เน้นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก และวางแผนกระจายน้ำเข้าสู่ระบบคลองส่งน้ำให้ทั่วถึงพื้นที่เกษตรกรรมที่กำลังรอการเก็บเกี่ยว&nbsp;<br />
2. ปฏิบัติการฝนหลวงล่าความชื้น มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อปฏิบัติการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำและสร้างความชุ่มชื้นให้ป่าไม้และพื้นที่ไร่นาโดยทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย&nbsp;<br />
3. ส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย รณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาเป็นการปลูกพืชระยะสั้นที่ใช้น้ำน้อยและมีตลาดรองรับ เพื่อลดความเสี่ยงจากการยืนต้นตายของพืชผล&nbsp;<br />
4. มีระบบเตือนภัยและการเยียวยา โดยศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร<br />
&nbsp;อีกทั้งได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณน้ำร่วมกับหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและชลประทาน เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเอลนีโญ พร้อมจัดทีมแนะนำเกษตรกรปรับเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ลดความเสี่ยงจากผลผลิตเสียหาย รวมถึงเตรียมมาตรการช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที เพื่อประคับประคองรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้<br />
ทั้งนี้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2568/69 (ระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2568 &ndash; 30 เมษายน 2569) พบว่าการจัดสรรน้ำเป็นไปตามแผนที่กำหนด สามารถสนับสนุนการใช้น้ำได้อย่างเพียงพอ ทั้งอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม จากข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 พบว่า ในช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมา มีการใช้น้ำรวมกว่า 31,600 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 94% ของแผนจัดสรรน้ำหน้าแล้ง สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการน้ำที่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทำให้ในช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคมนี้ มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้เพิ่มมากขึ้น ส่วนการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศ พบว่ามีการเพาะปลูกกว่า 10 ล้านไร่ เป็นไปตามแผนที่วางไว้ มีผลผลิตทยอยเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้แนะนำให้เกษตรกรที่จะเริ่มทำนาปี ให้รอกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ และมีปริมาณฝนตกชุกเพียงพอก่อน เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของผลผลิตที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากภาวะฝนทิ้งช่วง สำหรับสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 47,247 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 59% ของความจุเก็บกัก ปริมาณน้ำใช้การ 23,149 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 41%&nbsp;<br />
อีกทั้งเพื่อเป็นการรับมือสถานการณ์เอลนีโญ กรมชลประทาน ขอความร่วมมือเกษตรกร วางแผนการเพาะปลูกอย่างระมัดระวัง โดยขอความร่วมมือไม่ทำนาปรังรอบ 2 เพื่อลดความเสียหายกับผลผลิต ให้หันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชอายุสั้น ที่ทนแล้งได้ดี และใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม<br />
กรมชลประทาน ได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุม เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในยามจำเป็น และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกรให้มากที่สุด<br />
นอกจากนี้กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 4 - 6 พฤษภาคม 2569 ยังต้องระวังพายุฤดูร้อนหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากมวลอากาศเย็นปะทะอากาศร้อนทำให้เสี่ยงเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง วันที่&nbsp;<br />
8 - 12 พฤษภาคม 2569 จะมีฝนตกต่อเนื่องและลมเปลี่ยนทิศ ซึ่งทิศทางลมที่เริ่มเปลี่ยนจะส่งผลให้ภาคใต้ฝั่งอันดามันมีฝนเพิ่มมากขึ้น ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใกล้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง และป้ายโฆษณาสูง ๆ ขณะฝนฟ้าคะนอง และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง และในช่วงวันที่ 15 &ndash; 17 พฤษภาคม 2569 จะเริ่มมีสัญญาณการเข้าสู่ฤดูฝน โดยลมตะวันตกเฉียงใต้พัดแรงขึ้น นำกลุ่มฝนจากทะเลเข้าสู่ภาคใต้ จึงขอแนะนำประชาชนเตรียมความพร้อมด้วยการกักเก็บสำรองน้ำไว้ใช้ เกษตรกรควรเร่งหาวิธีกักเก็บน้ำในช่วงฝนตกเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ยามฝนน้อย และเฝ้าระวังอากาศแปรปรวน&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260505bcf51affea83d8d0532d3fa096fe0b61100131.jpg' type='image/jpg' length='1508846' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไทยช่วยไทย” ผลตอบรับดีทั่วประเทศ จัดทุกศุกร์ ณ ที่ว่าการอำเภอ ตลอดเดือน พ.ค. เปิดสมัคร “รถพุ่มพวง” กระจายสินค้าราคาประหยัด ถึง 7 พ.ค. 69]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/500049</link>
<guid isPermaLink="false">8a5b9420482b02239fa17ac2c80a5964</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; ณ ตลาดบางใหญ่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่เปิดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ณ ที่ว่าการอำเภอ 878 อำเภอ ทั่วประเทศ โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากทั่วประเทศกว่า 283,894 คน ร้านค้าเข้าร่วมรวม 12,491 ร้าน ครอบคลุมทั้งห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) ผู้ผลิตสินค้า OTOP และร้านค้าชุมชน มีจำนวนสินค้าทั้งหมด 249,515 ชิ้น สร้างมูลค่าการซื้อขาย 33,738,292.45 บาท โดยช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้ 7,429,275 บาท จังหวัดที่มีการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สุรินทร์ นครราชสีมา เชียงใหม่ขอนแก่น และยะลา อำเภอที่มีการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อำเภอกาบัง บางใหญ่ เมืองราชบุรี จอมพระ และสมเด็จ ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน<br />
ด้านนายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการสำรวจการจำหน่ายสินค้าราคาถูกภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้ออกสำรวจสถานการณ์การซื้อสินค้าและพูดคุยกับประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย อย่างคึกคัก ประชาชนส่วนใหญ่พอใจถึง 60% ในสินค้าแบรนด์หลักที่มีราคาถูก และแบรนด์รองที่ราคาถูกยิ่งขึ้น โดยมีสินค้าจำเป็นให้เลือกซื้อมากมายและเดินทางสะดวก ไม่ต้องเดินทางไกลบ้าน อีกทั้งยังมีการรายงานจากหลายจังหวัดที่ผู้ประกอบการสินค้าชุมชนได้รับประโยชน์จากการที่ประชาชนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าชุมชนมากขึ้น ทำให้ชุมชนมีรายได้จากการขายอีกด้วย<br />
&nbsp;สำหรับสินค้าที่จำหน่ายในโครงการ มีสินค้าจากห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิตสินค้า ซึ่งเป็นสินค้า &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เฮาส์แบรนด์&quot;และแบรนด์รอง ได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; น้ำมันพืช ซอสปรุงรส รวมกว่า 3,000 รายการ ซึ่งปกติถูกกว่าสินค้าที่มีแบรนด์ประมาณ 20% มาลดราคาสูงสุด 58% และยังมีแบรนด์สินค้าของผู้ประกอบการทั่วไปมาลดราคา รวมถึงมีสินค้าธงฟ้า อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ไข่ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และสินค้าชุมชนจากผู้ประกอบการรายย่อย อาทิ อาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป เสื้อผ้า และสินค้าปรุงสำเร็จ มาจำหน่ายในโครงการด้วย ขอเชิญชวนประชาชนไปเลือกซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ ทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม 2569 โดยครั้งถัดไปในวันที่ 8 15 22 และ 29 พฤษภาคม ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น.&nbsp;<br />
นอกจากนี้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง&rdquo; ทางระบบออนไลน์ https://mobilemarket.bora.dopa.go.th ตั้งแต่บัดนี้ - 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)<br />
เพื่อเสริมบทบาทของผู้ค้ารายย่อยในการกระจายสินค้าราคาประหยัด ส่งตรงถึงมือประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ตั้งแต่เปิดรับสมัครจนถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 มีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 1,301 ราย แยกเป็นประเภทรถ ดังนี้ รถยนต์ จำนวน 560 ราย รถสามล้อพ่วงข้าง จำนวน 485 ราย รถจักรยานยนต์ จำนวน 256 ราย<br />
จังหวัดที่มีผู้สมัครสูงสุด คือ จังหวัดนครราชสีมา มีผู้สมัครแล้ว จำนวน 72 ราย จังหวัดที่มีผู้สมัครต่ำสุด คือ จังหวัดน่าน และจังหวัดสิงห์บุรี มีผู้สมัคร จังหวัดละ 1 ราย<br />
คุณสมบัติผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ<br />
- มีสัญชาติไทย ประกอบอาชีพค้าขาย โดยใช้ยานพาหนะเดินทางไปขายสินค้าที่หลากหลายในหลายพื้นที่ ยกเว้น รถประกอบอาหาร รถขายอาหารเคลื่อนที่ (Food Truck)<br />
- ผู้สมัครสามารถเลือกอำเภอและจังหวัดสำหรับการจำหน่ายสินค้าได้เพียง 1 แห่ง และส่งใบสมัครได้เพียง 1 ครั้ง เท่านั้น&nbsp;<br />
- ผู้สมัครสามารถระบุ หมายเลขทะเบียนรถได้เพียง 1 คัน และต้องใช้รถคันดังกล่าวตามที่ระบุในใบสมัครตลอดระยะเวลาโครงการ ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบว่ามีการใช้ข้อมูลรถคันเดียวกันซ้ำกับผู้สมัครรายอื่น ให้ผู้สมัครที่มีเลขที่ใบสมัครลำดับหลังถูกตัดสิทธิ์จากการเข้าร่วมโครงการโดยทันที<br />
สิทธิประโยชน์ของรถพุ่มพวงที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;<br />
- รถยนต์ (ขนาด L) จะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมัน 750 บาทต่อสัปดาห์ รวม 3,000 บาทต่อเดือน และได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น จำนวน 14 รายการ 64 ชิ้น สำหรับทดลองตลาด โดยไม่มีค่าใช้จ่าย<br />
- รถสามล้อพ่วงข้าง (ขนาด M) จะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมัน 375 บาทต่อสัปดาห์ รวม 1,500 บาทต่อเดือน และได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น จำนวน 14 รายการ 37 ชิ้น สำหรับทดลองตลาด โดยไม่มีค่าใช้จ่าย<br />
- รถจักรยานยนต์ (ขนาด S) จะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมัน 250 บาทต่อสัปดาห์ รวม 1,000 บาทต่อเดือน และได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น จำนวน 8 รายการ 22 ชิ้น สำหรับทดลองตลาด โดยไม่มีค่าใช้จ่ายหลังลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์เรียบร้อยแล้ว ขอให้ผู้สมัครไปแสดงตนต่อนายอำเภอ หรือ ปลัดอำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอที่ประสงค์จะจำหน่ายสินค้า ระหว่างวันที่ 1 &ndash; 8 พฤษภาคม 2569 (ในวันและเวลาราชการ) หรือที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 1 &ndash; 8 พฤษภาคม 2569 (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) พร้อมใบสมัครจากระบบ หลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน และภาพยานพาหนะที่ใช้ประกอบอาชีพ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาและรับรองคุณสมบัติ โดยแจ้งผลการพิจารณา ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 กำหนดรับชุดสินค้าเริ่มต้นเพื่อไปจำหน่าย วันที่&nbsp;<br />
15 พฤษภาคม 2569 กำหนดรับบัตรเติมน้ำมัน วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ณ ที่ทำการไปรษณีย์อำเภอ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่เข้าร่วมโครงการได้แก่ PTT Station หรือสถานีบริการอื่นตามความเหมาะสมของพื้นที่&nbsp;<br />
ซึ่งมีข้อกำหนดต้องนำชุดสินค้าเริ่มต้นทั้งหมดไปจำหน่าย ตามที่กรมการค้าภายในกำหนดราคาในป้ายประชาสัมพันธ์ ต้องรายงานยอดขายจริง และผลตอบรับจากประชาชนตลอดเวลาที่เข้าร่วมโครงการ สำหรับการสั่งสินค้ารอบต่อไป (Pre-Order) ให้สั่งผ่านไลน์กลุ่มไปรษณีย์อำเภอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน เพิ่มรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจไทย&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260505ecd5587b3fef0e7546e2d1783934bb29095717.jpg' type='image/jpg' length='1747655' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ “พิพัฒน์” ยืนยันคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงพื้นที่ ชุมพร - ระนอง รับฟังความเห็นประชาชน 8 พ.ค. นี้]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/499078</link>
<guid isPermaLink="false">0d0c1ea927ab760dcbec8b43218ed060</guid>
<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 12:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านคมนาคม เชื่อมโยง 2 ท่าเรือ เพื่อส่งเสริมการขนส่งทางน้ำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยโครงการจะมีการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งทะเล ได้แก่ ที่แหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง (ฝั่งทะเลอันดามัน) และที่แหลมริ่ว จังหวัดชุมพร (ฝั่งอ่าวไทย) ซึ่งสามารถรองรับสินค้าได้ฝั่งละ 20 ล้าน TEUs (Twenty-foot Equivalent Unit : TEUs คือ หน่วยวัดมาตรฐานสากลที่ใช้ระบุความจุของตู้คอนเทนเนอร์บนเรือขนส่งสินค้าหรือท่าเรือ โดยอิงจากปริมาตรของตู้คอนเทนเนอร์ขนาดมาตรฐานยาว 20 ฟุต 1 ตู้ เท่ากับ 1 TEU)&nbsp;<br />
มีการสร้างทางเชื่อมระหว่างท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง ระยะทาง 89.35 กิโลเมตร โดยมีทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์)&nbsp;<br />
รถไฟทางคู่ (ขนาดราง 1.435 เมตร และ 1 เมตร) ท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และมีการถมทะเลเพื่อพัฒนากิจการสนับสนุนท่าเรือ<br />
รูปแบบการพัฒนาโครงการ เป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPP) ซึ่งเป็นการให้สิทธิแก่เอกชนลงทุนในการก่อสร้างและการบริหารจัดการเป็นระยะเวลา 50 ปี&nbsp;<br />
โดยกำหนดให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนโครงการทั้งโครงการ ประกอบด้วย ท่าเรือ ทางรถไฟขนาด 1.435 เมตร และมอเตอร์เวย์ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่หลังท่าเรือ โดยภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการเวนคืนที่ดิน ลงทุนทางรถไฟขนาด 1 เมตร และกำหนดสิทธิประโยชน์ให้กับเอกชนผู้ร่วมลงทุนในโครงการ โดยโครงการจะแบ่งออกเป็น&nbsp;<br />
4 ระยะ รวมประมาณการลงทุนโครงการ 1 ล้านล้านบาท คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2573 และเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 2 ฝั่ง (รองรับได้ฝั่งละ 20 ล้าน TEUs) ภายในปี 2582<br />
หากโครงการแลนด์บริดจ์แล้วเสร็จจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้ &nbsp;<br />
1. ผลักดันไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและน้ำมันของภูมิภาค สินค้าทางเรือจำนวนหนึ่ง<br />
ไม่จำเป็นต้องอ้อมช่องแคบมะละกาที่มีความแออัดสูง<br />
2. ลดระยะเวลาการขนส่งทางน้ำ เชื่อมระหว่าง 2 ฝั่งทะเลไทย จากประเทศแถบตะวันออกของไทย ไปยัง เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และ ยุโรป จาก 9 วัน เหลือ 5 วัน&nbsp;<br />
3. เป็นแผนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ที่จะเชื่อมกับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดว่าช่วยเพิ่ม GDP ภาคใต้ได้ จาก 2% เป็น 10% ต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี<br />
4. เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ดึงเอกชนเข้ามาลงทุน ทั้งการตั้งโรงงานเป็นฐานการผลิต เกิดเป็นนิคมอุตสาหกรรม โรงงานกลั่นน้ำมัน ทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง ทั้งที่จังหวัดชุมพร และ ระนอง รวมทั้งเป็นส่วนช่วยทำให้ GDP ของประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์จาก 4.0% เป็น 5.5% ต่อปี<br />
5. เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งน้ำมัน ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ทำให้ไทยเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ<br />
สำหรับความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน&nbsp;<br />
การขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ในการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์จะต้องมีพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยจะเร่งเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือนมิถุนายน 2569 บูรณาการและเร่งรัดดำเนินการออกแบบและรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA และ EHIA) ร่วมกับกรมทางหลวงและการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 เพื่อให้ได้ผู้ลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ และเริ่มดำเนินการก่อสร้างระยะที่ 1 ให้ได้ภายในปี 2573<br />
ทั้งนี้ ในโอกาสที่ นายชาง ชุน ซิง (H.E. Mr. Chan Chun Sing) รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ยังได้แสดงความสนใจโครงการแลนด์บริดจ์ ของไทย โดยเห็นว่าเป็นการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเล เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพด้าน<br />
โลจิสติกส์ของประเทศ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนความมั่นคง และเสริมศักยภาพให้กับภูมิภาค ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าโครงการดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน<br />
อีกทั้งในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ให้เกิดได้จริง เพราะถือเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะนำเงินเข้าสู่ประเทศ สร้างรายได้ สร้างการจ้างงาน และนำมาสู่การพัฒนาประเทศในระยะยาว พร้อมย้ำว่าจากวันนี้บริบทที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป การมองโครงการแลนด์บริดจ์ ควรมองให้ลึกซึ้งและรอบด้านมากขึ้น เพราะมีโอกาสทางเศรษฐกิจ และสิ่งที่ดีเข้ามาสู่พื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ พร้อมเข้าใจถึงข้อกังวลของประชาชน จึงเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น เริ่มที่จังหวัดชุมพรและระนอง มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม ไปรับฟังความคิดเห็นและมติของประชาชนในพื้นที่ โดยจะต้องให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่และรอบด้าน<br />
ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าขณะนี้ได้หารือร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เพื่อผลักดันโครงการลงทุนอื่น ๆ ในภาคใต้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ด้วย ครอบคลุมทั้ง 4 จังหวัด (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับสิทธิประโยชน์ในการดึงดูดการลงทุน โดยมองว่าโครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาเส้นทางขนส่งเชื่อม 2 มหาสมุทร คือ อ่าวไทย และอันดามัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องทางเดินเรือเพียงจุดเดียว โดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์โลก เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อเส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าโลก จากเดิมแนวคิดการพัฒนาโครงการลักษณะนี้ เช่น คลองไทย ได้ถูกพูดถึงมานานหลายสิบปี แต่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โครงการ แลนด์บริดจ์ ถือเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ ซึ่งจากผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ยืนยันว่า โครงการมีความคุ้มค่า และเป็นโอกาสของไทย สำหรับการลงพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง &nbsp; &nbsp; &nbsp;มีกำหนดการลงพื้นที่ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เริ่มต้นที่จังหวัดชุมพร อำเภอหลังสวนและพะโต๊ะ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดระนอง เพื่อร่วมหารือกับผู้นำชุมชนและตัวแทนท้องถิ่น เน้นย้ำความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าเห็นด้วยกับโครงการหรือไม่ และชี้แจงทั้งข้อดี ข้อเสีย และรายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ โดยเฉพาะในมิติของการสร้างงานสร้างอาชีพ ซึ่งการเกิดขึ้นของท่าเรือแห่งใหม่จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่บริการสนับสนุนการเดินเรือไปจนถึงธุรกิจต่อเนื่องอื่น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทใหญ่ เป็นบริษัทในพื้นที่ได้ รวมถึงอาชีพที่ต้องสงวนให้คนในพื้นที่เท่านั้น เพื่อให้คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ ส่วนข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ยืนยันจะใช้เทคโนโลยีการเจาะอุโมงค์แทนการระเบิดภูเขาเพื่อรักษาระบบนิเวศ และย้ำว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่การขุดคลอง แต่เป็นการเชื่อมต่อด้วยถนน รางรถไฟ และท่อส่งน้ำมัน ดังนั้นจึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องการแบ่งแยกพื้นที่ประเทศออกเป็นสองซีก หรือปัญหาด้านความมั่นคงตามที่ฝ่ายความมั่นคงเคยมีความกังวลในอดีต โดยตั้งเป้าจะเริ่มกระบวนการประมูลและเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2573<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260430a71b753fe8e8ca12bf9b6c82a935b180120351.jpg' type='image/jpg' length='1427700' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กพช. ปรับอัตราค่าไฟฟ้าก้าวหน้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชน]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/499076</link>
<guid isPermaLink="false">54c750329f46f7cdb9bcf24832c17767</guid>
<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 12:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(29 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 (ครั้งที่ 175) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญด้านพลังงาน ซึ่งดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569&nbsp;<br />
ที่เห็นชอบในหลักการ &ldquo;วาระแห่งชาติด้านพลังงาน&rdquo; ได้แก่ 1. การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และ 2. การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน โดยมีรายละเอียดดังนี้&nbsp;<br />
1. การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย<br />
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น กพช. จึงได้ทบทวนแนวทางการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้มีความยั่งยืนและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัย มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาวิกฤติพลังงานอย่างเร่งด่วน และมุ่งเน้นลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดย กพช. มีมติสำคัญ ดังนี้<br />
- เห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ในเดือนมิถุนายน 2569 และปรับปรุงอัตราการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น&nbsp;<br />
- มอบหมาย คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ&nbsp;<br />
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และให้ กกพ. กำกับดูแลการชดเชยและอุดหนุนรายได้ระหว่างผู้รับใบอนุญาตให้เป็นธรรมโดยคำนึงถึงสถานะทางการเงินของแต่ละราย<br />
- มอบหมาย กกพ. พิจารณานำเงินผลประหยัดจากมูลค่าการจัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย โดยไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซของโรงแยกก๊าซ (Bypass Gas) จำนวน 369,568,004.06 บาท มาเป็นส่วนลดค่า Ft&nbsp;<br />
ในงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนตามมติ ครม. วันที่ 28 เมษายน 2569<br />
- มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ กฟน. และ กฟภ. ร่วมกับ กกพ. ศึกษาแนวทางการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาให้กับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้บริการจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับบ้านอยู่อาศัยดังกล่าว ในอัตราค่าไฟที่เหมาะสมและเป็นธรรม และนำเสนอผลการศึกษา&nbsp;ต่อ กพช. โดยเร็ว<br />
2. การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop)<br />
ภาคประชาชน&nbsp;กพช. เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยมีมติสำคัญ ดังนี้<br />
- รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน&nbsp;<br />
5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี&nbsp;<br />
- มอบหมาย กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569&nbsp;<br />
- มอบหมาย กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) พร้อมระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ<br />
ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เน้นย้ำว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง ลดภาระค่าพลังงานในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงาน สนับสนุนการกระจายศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้า และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมพลังงานสะอาดควบคู่กับการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี<br />
ขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวออกแบบมาเพื่อใช้กับบ้านพักอาศัยเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้สภาอุตสาหกรรมได้แสดงความกังวลว่า ผู้ประกอบการที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากอาจได้รับผลกระทบและมีภาระค่าไฟเพิ่มขึ้น ขอชี้แจงว่า การกำหนดอัตราการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 400-500 หน่วย เป็นมาตรการที่รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานจัดทำขึ้นเพื่อภาคครัวเรือนโดยเฉพาะ ไม่ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรม โรงงาน หรือร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นการผลักภาระค่าไฟไปยังภาคธุรกิจแต่อย่างใด อัตราค่าไฟฟ้าของผู้ประกอบการยังคงเป็นไปตามโครงสร้างเดิม ส่วนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงคือโครงสร้างค่าไฟของบ้านพักอาศัย แต่หากบ้านพักหรือที่อยู่อาศัยใดที่มีการดัดแปลง ไม่ได้ใช้เพื่อพักอาศัยอย่างเดียวเช่น เปิดเป็นร้านค้า คาเฟ่ หรือกิจการขนาดเล็กภายในบ้าน ซึ่งทำให้มีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น หากไม่ได้จดทะเบียนประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ และมีการใช้ไฟฟ้าสูงจนเข้าสู่เกณฑ์อัตราก้าวหน้าขั้นที่สูงขึ้นจะไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการลดค่าไฟในส่วนนี้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/202604300d5082aff11869e5432dea1be69cc04c120220.jpg' type='image/jpg' length='1249381' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กู้ยืมเงิน 2 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง พยุงราคาพลังงาน]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/498735</link>
<guid isPermaLink="false">69d2137303a45a4b36d1691aa5ae5771</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 10:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(28 เม.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และให้ สกนช. ดำเนินการกู้เงินได้เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะด้วยแล้ว สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศไทยและค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 ระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมัน และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ<br />
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 จึงได้ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) โดยที่ประชุม<br />
มีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการกู้ยืมเงินของ สกนช. เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2569 และแผนชำระหนี้เงินกู้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2571 - สิงหาคม 2574 ซึ่งการอนุมัติเงินกู้ครั้งนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน ดูแลระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงวิกฤตพลังงาน ซึ่งปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังต้องนำเงินมาชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้อมูลล่าสุด วันที่ 28 เมษายน 2569 กระทรวงพลังงานรายงานว่า ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 62,617.87 ล้านบาท โดยเป็นการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 155.96 ล้านบาท<br />
ส่วนสถานการณ์พลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความกังวล<br />
ด้านอุปทานที่ตึงตัว หลังจากความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต้องหยุดชะงักลง โดยประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ยกเลิกกำหนดการเยือนปากีสถานของตัวแทนเจรจา ขณะที่อิหร่านยังคงเดินหน้าปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ประกอบกับตลาดยังคงเฝ้าระวังความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจลุกลามและพัวพันไปถึงอิสราเอลและเลบานอน สถานการณ์ความไม่แน่นอนทั้งหมดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าราคาจะยังคงผันผวนและมีความอ่อนไหวสูงตราบใดที่เส้นทางการขนส่งในตะวันออกกลางยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ<br />
ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศยังมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 101 วัน&nbsp;<br />
โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 21 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน มีการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 26 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 75.45 ล้านลิตร และจำหน่าย 53.37 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการให้บริการประชาชน ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันขายปลีกของประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยมีราคาถูกกว่า โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.07 - 87.65 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.54 &ndash; 118.56 บาทต่อลิตร &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/202604295cb04158f3275f27977d340b405866b4104104.jpg' type='image/jpg' length='1594872' />
</item>
</channel>
</rss>
