<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/index/id/9</link>
<atom:link href="https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/index/id/9" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน เร่ง Quick Big Win การค้า-ท่องเที่ยว-เกษตร-SMEs ให้เห็นผลภายใน 6 เดือน - 1 ปี]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/531307</link>
<guid isPermaLink="false">0dad162ad36bf0fcad1ce3f064e63ad4</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 10:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการวางโครงสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้รับผิดชอบด้านการค้าและการบริการ ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยว คุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การค้าปลีกค้าส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยจะวางทั้งกรอบแก้ปัญหาระยะสั้นและการปรับโครงสร้างระยะยาว เพื่อยกระดับขีดความสามารถ<br />
ในการแข่งขันของประเทศ&nbsp;<br />
โดยจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนงานเฉพาะด้าน 4 คณะ ได้แก่&nbsp;<br />
1. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน&nbsp;<br />
มุ่งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และประสบการณ์ของไทย สร้างมูลค่าเพิ่มจากผู้มาเยือน เชื่อมโยงเมืองรอง ชุมชน สินค้าและบริการ&nbsp;<br />
2. ด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งยกระดับภาคเกษตรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน และสร้างความมั่นคงทางอาหาร<br />
3. ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งดูแลระบบนิเวศของผู้ประกอบการ ตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ ลดภาระและปรับปรุงใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ ยกระดับสินค้าและบริการ ส่งเสริมการ Scale Up และการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยมีการค้าปลีกค้าส่งเป็นหนึ่งในมิติที่เชื่อมโยงอยู่ด้วย&nbsp;<br />
4. ด้านการค้าระหว่างประเทศ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน มุ่งสร้างสมดุลทางการค้า ขยายตลาดใหม่ ใช้ประโยชน์จาก FTA รับมือบริบทการค้าโลกและแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพิ่มสัดส่วน SMEs ในโครงสร้าง<br />
การส่งออก และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง<br />
นางศุภจี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของทั้ง 4 คณะทำงาน คือ การจัดทำ Quick Big Win ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน - 1 ปี โดยเน้นการทบทวนและปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ควบคู่กับการวาง Big Win สำหรับการปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพในระยะ 2 - 4 ปี โดยทั้ง 4 คณะจะทำงานเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าภาพและเป้าหมายที่ชัดเจน ก่อนนำข้อเสนอเสนอต่อคณะอนุกรรมการ และผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)<br />
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กล่าวว่า การทำงานจะมุ่งค้นหาโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เพื่อเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศจะเร่งค้นหาพื้นที่และโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยและห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับตลาดโลก ท่ามกลางบริบทการแข่งขันของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ</p>

<p><br />
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า จะรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำปัญหาจากพื้นที่มาสู่การแก้ไขเชิงนโยบาย โดยภาคเกษตรจะมุ่งสู่เกษตรสมัยใหม่และมูลค่าสูง ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงตลาด ส่วนเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs จะดูแลทั้งระบบ ตั้งแต่ลดภาระใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ และสนับสนุนการ Scale Up เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก<br />
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมนำ<br />
ทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างมูลค่า อาชีพ และรายได้ให้ท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ผ่านประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย&nbsp;<br />
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ได้นำเสนอมาตรการสำคัญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยเน้นย้ำถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย&nbsp;<br />
การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว &ldquo;เมืองน่าเที่ยว&rdquo; หรือเมืองรอง ที่มีมากกว่า 50 จังหวัด และการส่งเสริมการท่องเที่ยว<br />
ที่ยั่งยืนให้เข้าถึงระดับชุมชน ภายใต้ชื่อโครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทย พลัส&rdquo; ซึ่งเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปของเงินสนับสนุน (Payment) เน้นสนับสนุนภาคบริการอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าอาหาร&nbsp;<br />
ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ของธนาคารกรุงไทย โดยตั้งเป้าที่จะเริ่มดำเนินการให้ทันในช่วง &ldquo;กรีนซีซั่น&rdquo; (Green Season) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการ<br />
อีกทั้งยังได้นำเสนอแนวทางการจัดเก็บ &ldquo;ค่าธรรมเนียมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ&rdquo; ที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย โดยเงินจำนวนนี้จะนำเข้าสู่ กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อใช้ประโยชน์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่<br />
1. การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว: ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเดิมและการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ (Man-made)&nbsp;<br />
ในเมืองน่าเที่ยวต่าง ๆ<br />
2. การดูแลนักท่องเที่ยว: จัดสรรเป็นค่าประกันภัยและดูแลความปลอดภัยให้กับผู้มาเยือน<br />
3. ความยั่งยืน: นำไปเยียวยาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับความคืบหน้า โครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทย พลัส&rdquo; นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (กรอ.ท่องเที่ยว)ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมได้พิจารณารายละเอียดโครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทย พลัส&rdquo; ภายหลังการหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ทั้งเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ ช่วงเวลาที่เหมาะสม และรูปแบบการสนับสนุนค่าที่พักการออกแบบมาตรการให้ความสำคัญกับ &ldquo;การเยียวยาควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ&rdquo; โดยต้องการ<br />
ให้การสนับสนุนจากภาครัฐช่วยลดภาระของผู้ประกอบการ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางภายในประเทศและกระจายรายได้ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ &ldquo;คนตัวเล็ก&rdquo; ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่น เป้าหมายของมาตรการไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนการเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวลงไปถึงผู้ประกอบการและเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว โดยรายละเอียดเบื้องต้น รัฐบาลจะสมทบค่าใช้จ่ายในส่วนของโรงแรมที่พักไม่ว่าจะเป็นรัฐช่วยสมทบที่ 50 ต่อ 50% หรือ 60 ต่อ 40% แต่จะไม่มีการแบ่งแยกเมืองหลักหรือเมืองรอง เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและสะดวกรวดเร็วในการบริหารจัดการ โดยจะยึดตามแนวทางหลักของคณะรัฐมนตรี<br />
และกระทรวงการคลังเป็นสำคัญ ซึ่งการออกแบบมาตรการมุ่งลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่น เพื่อให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวหมุนเวียนลงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์&nbsp;<br />
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026081386f8ed6c46c638426eb5784b70d11882101417.jpg' type='image/jpg' length='1384477' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 สืบสานพระราชปณิธาน ภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างอาชีพ รายได้สู่ชุมชน]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/530571</link>
<guid isPermaLink="false">1a4a3ba4622f73edcabfec4a81424d74</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 10:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(10 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;RADIANCE OF SIAM สิริรัศมีแห่งแผ่นดิน&rdquo; ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 - 16 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับชมการแสดงชุด &ldquo;จากผืนดิน ผ่านผืนผ้า สู่ผืนฟ้า แห่งสากล&rdquo; โดยวงดุริยางค์เยาวชนไทย ซึ่งเป็นการแสดงน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง &ldquo;แม่แห่งแผ่นดิน&rdquo; ผู้ทรงชุบฟื้นคืนชีวิตผืนผ้าไทยโดยเฉพาะชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และงานหัตถกรรมไทย ให้คงอยู่คู่แผ่นดิน ทำให้ทุกวันนี้ผ้าและหัตถกรรมไทยมีชื่อเสียง ได้รับคำชื่นชม และการยอมรับจากนานาอารยประเทศทั่วโลก&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดงานศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569 ครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรทั่วทุกภูมิภาค ด้วยการส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้แก่ราษฎร ควบคู่กับการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบไป พระมหากรุณาธิคุณดังกล่าวก่อให้เกิดคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ ทั้งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และธำรงรักษาภูมิปัญญาไทยให้สามารถดำรงอยู่ และปรับตัวก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ดังนั้น งานในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เวทีจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังเป็นเวทีสืบสานพระราชปณิธาน และเผยแพร่คุณค่าของภูมิปัญญา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย ผ่านผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพและสินค้า OTOP ที่เกิดจากความวิริยะอุตสาหะ ความประณีต และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยพร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาผสานกับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับสินค้า OTOP ไทยให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพ และสร้างรายได้<br />
ที่มั่นคงแก่ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง งาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; เป็นอีกก้าวสำคัญในการแสดงศักยภาพของผู้ผลิตและผู้ประกอบการชุมชนไทย และสะท้อนความสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเยี่ยมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพและสินค้า OTOP เพื่อสนับสนุนภูมิปัญญาไทยและผู้ประกอบการชุมชน และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป<br />
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า OTOP ให้กับประชาชน รัฐบาลได้สนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถใช้สิทธิ์โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ในการเลือกซื้อสินค้า OTOP ภายในงานได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน กระตุ้นกำลังซื้อ และส่งเสริมให้มีเงินหมุนเวียนกลับสู่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยในงานนี้มีผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมโครงการมากกว่า ร้อยละ 90 จากร้านค้ามากกว่า 2,000 ร้านค้า&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ OTOP ถือเป็นตัวแทนวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาไทย ที่สะท้อนคุณค่าและคุณภาพในสายตาชาวโลก และยังเป็นการสืบสานรักษาและต่อยอดแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพราะงาน OTOP มีพื้นฐานจากโครงการศิลปาชีพของพระองค์ท่าน กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน<br />
ได้จัดงานนี้ขึ้นตั้งแต่ปี 2555 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสร้างรายได้ให้กับกลุ่มอาชีพที่เป็นสมาชิกศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ และกลุ่ม OTOP ทั่วประเทศ<br />
ภายในงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 มีกิจกรรม 3 ส่วน ได้แก่<br />
&nbsp;1. การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และนิทรรศการน้อมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง&nbsp;<br />
2. การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ&nbsp;<br />
โซน &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3-5 ดาว โซน OTOP ศิลปิน โซน OTOP Health &amp; SPA โซน OTOP NEXT โซน OTOP Cooking Corner โซน OTOP ชวนชิม โซนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โดยมีส่วนราชการ มูลนิธิ สมาคม 15 หน่วยงาน ผู้ประกอบการมากกว่า 3,000 ราย 150,000 ผลิตภัณฑ์&nbsp;<br />
3. กิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยกิจกรรมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและศิลปินชั้นนำ และสามารถใช้จ่ายผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ทำให้ยอดจำหน่ายสินค้าเพิ่มสูงขึ้น&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังเพิ่มโซนใหม่ที่ออกแบบให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ 4 โซน ได้แก่&nbsp;<br />
1. OTOP Mutelu สะท้อนมิติภูมิปัญญาความเชื่อ ความศรัทธา และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อาทิ เครื่องรางวัตถุมงคล งานศิลป์สายมู และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อในแต่ละภูมิภาคที่มีความงดงามและดีไซน์ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่&nbsp;<br />
2. OTOP Craft &amp; Design ต่อยอดงานหัตถกรรมดั้งเดิมผสมผสานแนวคิดด้านดีไซน์นวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ยกระดับผลิตภัณฑ์ไม่เป็นเพียงของใช้หรือของฝาก แต่เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตในปัจจุบัน&nbsp;<br />
3. OTOP Luxury เครื่องประดับและอัญมณี ฝีมือช่างศิลป์ในรูปแบบพรีเมียมจากทั่วประเทศ และเปิดโอกาสจับคู่ธุรกิจเจรจาการค้าระดับ B2B&nbsp;<br />
4. OTOP Spirits Tasting เปิดประสบการณ์กับเครื่องดื่มพื้นบ้านที่คัดสรรจากวัตถุดิบท้องถิ่นทั่วประเทศ พร้อมสัมผัสรสชาติและเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสการแข่งขันตลาดใหม่ ๆ<br />
พร้อมทั้งกิจกรรมส่งเสริมการขาย นาทีทองลดราคาสินค้าสูงสุด 50 - 70 เปอร์เซ็นต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ที่จะสร้างสีสันตลอดทั้ง 9 วันของการจัดงาน การจัดงาน 2 วันแรก (8 - 9 ส.ค. 69) ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มียอดจำหน่ายและยอดสั่งซื้อสะสมรวมทั้งสิ้นสูงถึง 145,986,558 บาท โดยประเภทสินค้ายอดจำหน่ายสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1. OTOP 5 ประเภท 78.6 ล้านบาท 2. ศิลปิน OTOP 11.9 ล้านบาท 3. OTOP ชวนชิม 12.5 ล้านบาท 4. ภาคีเครือข่าย 8.4 ล้านบาท และ 5. OTOP ขึ้นเครื่องบิน 3.69 ล้านบาท<br />
กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมชม ชิม ช็อป และร่วมภาคภูมิใจไปกับผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาของคนไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพ ส่งต่อรายได้กลับสู่ชุมชนไทยทั่วประเทศ และเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569&nbsp;<br />
เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026081174e963f05ad3ae6499cecd10d7ce01cd102144.jpg' type='image/jpg' length='1591247' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 สืบสานพระราชปณิธาน ภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างอาชีพ รายได้สู่ชุมชน]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/530572</link>
<guid isPermaLink="false">31b05d49dbfd59ce9ad14997bf3c4354</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 10:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(10 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;RADIANCE OF SIAM สิริรัศมีแห่งแผ่นดิน&rdquo; ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 - 16 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับชมการแสดงชุด &ldquo;จากผืนดิน ผ่านผืนผ้า สู่ผืนฟ้า แห่งสากล&rdquo; โดยวงดุริยางค์เยาวชนไทย ซึ่งเป็นการแสดงน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง &ldquo;แม่แห่งแผ่นดิน&rdquo; ผู้ทรงชุบฟื้นคืนชีวิตผืนผ้าไทยโดยเฉพาะชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และงานหัตถกรรมไทย ให้คงอยู่คู่แผ่นดิน ทำให้ทุกวันนี้ผ้าและหัตถกรรมไทยมีชื่อเสียง ได้รับคำชื่นชม และการยอมรับจากนานาอารยประเทศทั่วโลก&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดงานศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569 ครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรทั่วทุกภูมิภาค ด้วยการส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้แก่ราษฎร ควบคู่กับการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบไป พระมหากรุณาธิคุณดังกล่าวก่อให้เกิดคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ ทั้งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และธำรงรักษาภูมิปัญญาไทยให้สามารถดำรงอยู่ และปรับตัวก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ดังนั้น งานในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เวทีจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังเป็นเวทีสืบสานพระราชปณิธาน และเผยแพร่คุณค่าของภูมิปัญญา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย ผ่านผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพและสินค้า OTOP ที่เกิดจากความวิริยะอุตสาหะ ความประณีต และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยพร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาผสานกับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับสินค้า OTOP ไทยให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพ และสร้างรายได้<br />
ที่มั่นคงแก่ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง งาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; เป็นอีกก้าวสำคัญในการแสดงศักยภาพของผู้ผลิตและผู้ประกอบการชุมชนไทย และสะท้อนความสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเยี่ยมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพและสินค้า OTOP เพื่อสนับสนุนภูมิปัญญาไทยและผู้ประกอบการชุมชน และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป<br />
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า OTOP ให้กับประชาชน รัฐบาลได้สนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถใช้สิทธิ์โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ในการเลือกซื้อสินค้า OTOP ภายในงานได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน กระตุ้นกำลังซื้อ และส่งเสริมให้มีเงินหมุนเวียนกลับสู่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยในงานนี้มีผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมโครงการมากกว่า ร้อยละ 90 จากร้านค้ามากกว่า 2,000 ร้านค้า&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ OTOP ถือเป็นตัวแทนวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาไทย ที่สะท้อนคุณค่าและคุณภาพในสายตาชาวโลก และยังเป็นการสืบสานรักษาและต่อยอดแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพราะงาน OTOP มีพื้นฐานจากโครงการศิลปาชีพของพระองค์ท่าน กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน<br />
ได้จัดงานนี้ขึ้นตั้งแต่ปี 2555 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสร้างรายได้ให้กับกลุ่มอาชีพที่เป็นสมาชิกศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ และกลุ่ม OTOP ทั่วประเทศ<br />
ภายในงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 มีกิจกรรม 3 ส่วน ได้แก่<br />
&nbsp;1. การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และนิทรรศการน้อมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง&nbsp;<br />
2. การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ&nbsp;<br />
โซน &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3-5 ดาว โซน OTOP ศิลปิน โซน OTOP Health &amp; SPA โซน OTOP NEXT โซน OTOP Cooking Corner โซน OTOP ชวนชิม โซนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โดยมีส่วนราชการ มูลนิธิ สมาคม 15 หน่วยงาน ผู้ประกอบการมากกว่า 3,000 ราย 150,000 ผลิตภัณฑ์&nbsp;<br />
3. กิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยกิจกรรมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและศิลปินชั้นนำ และสามารถใช้จ่ายผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ทำให้ยอดจำหน่ายสินค้าเพิ่มสูงขึ้น&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังเพิ่มโซนใหม่ที่ออกแบบให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ 4 โซน ได้แก่&nbsp;<br />
1. OTOP Mutelu สะท้อนมิติภูมิปัญญาความเชื่อ ความศรัทธา และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อาทิ เครื่องรางวัตถุมงคล งานศิลป์สายมู และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อในแต่ละภูมิภาคที่มีความงดงามและดีไซน์ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่&nbsp;<br />
2. OTOP Craft &amp; Design ต่อยอดงานหัตถกรรมดั้งเดิมผสมผสานแนวคิดด้านดีไซน์นวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ยกระดับผลิตภัณฑ์ไม่เป็นเพียงของใช้หรือของฝาก แต่เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตในปัจจุบัน&nbsp;<br />
3. OTOP Luxury เครื่องประดับและอัญมณี ฝีมือช่างศิลป์ในรูปแบบพรีเมียมจากทั่วประเทศ และเปิดโอกาสจับคู่ธุรกิจเจรจาการค้าระดับ B2B&nbsp;<br />
4. OTOP Spirits Tasting เปิดประสบการณ์กับเครื่องดื่มพื้นบ้านที่คัดสรรจากวัตถุดิบท้องถิ่นทั่วประเทศ พร้อมสัมผัสรสชาติและเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสการแข่งขันตลาดใหม่ ๆ<br />
พร้อมทั้งกิจกรรมส่งเสริมการขาย นาทีทองลดราคาสินค้าสูงสุด 50 - 70 เปอร์เซ็นต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ที่จะสร้างสีสันตลอดทั้ง 9 วันของการจัดงาน การจัดงาน 2 วันแรก (8 - 9 ส.ค. 69) ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มียอดจำหน่ายและยอดสั่งซื้อสะสมรวมทั้งสิ้นสูงถึง 145,986,558 บาท โดยประเภทสินค้ายอดจำหน่ายสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1. OTOP 5 ประเภท 78.6 ล้านบาท 2. ศิลปิน OTOP 11.9 ล้านบาท 3. OTOP ชวนชิม 12.5 ล้านบาท 4. ภาคีเครือข่าย 8.4 ล้านบาท และ 5. OTOP ขึ้นเครื่องบิน 3.69 ล้านบาท<br />
กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมชม ชิม ช็อป และร่วมภาคภูมิใจไปกับผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาของคนไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพ ส่งต่อรายได้กลับสู่ชุมชนไทยทั่วประเทศ และเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569&nbsp;<br />
เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026081174e963f05ad3ae6499cecd10d7ce01cd102144.jpg' type='image/jpg' length='1591247' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 สืบสานพระราชปณิธาน ภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างอาชีพ รายได้สู่ชุมชน]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/530573</link>
<guid isPermaLink="false">d4c8577016a0c3c7bff9c2237fe71f80</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 10:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(10 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;RADIANCE OF SIAM สิริรัศมีแห่งแผ่นดิน&rdquo; ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 - 16 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับชมการแสดงชุด &ldquo;จากผืนดิน ผ่านผืนผ้า สู่ผืนฟ้า แห่งสากล&rdquo; โดยวงดุริยางค์เยาวชนไทย ซึ่งเป็นการแสดงน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง &ldquo;แม่แห่งแผ่นดิน&rdquo; ผู้ทรงชุบฟื้นคืนชีวิตผืนผ้าไทยโดยเฉพาะชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และงานหัตถกรรมไทย ให้คงอยู่คู่แผ่นดิน ทำให้ทุกวันนี้ผ้าและหัตถกรรมไทยมีชื่อเสียง ได้รับคำชื่นชม และการยอมรับจากนานาอารยประเทศทั่วโลก&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดงานศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569 ครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรทั่วทุกภูมิภาค ด้วยการส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้แก่ราษฎร ควบคู่กับการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบไป พระมหากรุณาธิคุณดังกล่าวก่อให้เกิดคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ ทั้งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และธำรงรักษาภูมิปัญญาไทยให้สามารถดำรงอยู่ และปรับตัวก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ดังนั้น งานในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เวทีจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังเป็นเวทีสืบสานพระราชปณิธาน และเผยแพร่คุณค่าของภูมิปัญญา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย ผ่านผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพและสินค้า OTOP ที่เกิดจากความวิริยะอุตสาหะ ความประณีต และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยพร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาผสานกับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับสินค้า OTOP ไทยให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพ และสร้างรายได้<br />
ที่มั่นคงแก่ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง งาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; เป็นอีกก้าวสำคัญในการแสดงศักยภาพของผู้ผลิตและผู้ประกอบการชุมชนไทย และสะท้อนความสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเยี่ยมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพและสินค้า OTOP เพื่อสนับสนุนภูมิปัญญาไทยและผู้ประกอบการชุมชน และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป<br />
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า OTOP ให้กับประชาชน รัฐบาลได้สนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถใช้สิทธิ์โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ในการเลือกซื้อสินค้า OTOP ภายในงานได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน กระตุ้นกำลังซื้อ และส่งเสริมให้มีเงินหมุนเวียนกลับสู่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยในงานนี้มีผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมโครงการมากกว่า ร้อยละ 90 จากร้านค้ามากกว่า 2,000 ร้านค้า&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ OTOP ถือเป็นตัวแทนวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาไทย ที่สะท้อนคุณค่าและคุณภาพในสายตาชาวโลก และยังเป็นการสืบสานรักษาและต่อยอดแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพราะงาน OTOP มีพื้นฐานจากโครงการศิลปาชีพของพระองค์ท่าน กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน<br />
ได้จัดงานนี้ขึ้นตั้งแต่ปี 2555 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสร้างรายได้ให้กับกลุ่มอาชีพที่เป็นสมาชิกศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ และกลุ่ม OTOP ทั่วประเทศ<br />
ภายในงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 มีกิจกรรม 3 ส่วน ได้แก่<br />
&nbsp;1. การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และนิทรรศการน้อมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง&nbsp;<br />
2. การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ&nbsp;<br />
โซน &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3-5 ดาว โซน OTOP ศิลปิน โซน OTOP Health &amp; SPA โซน OTOP NEXT โซน OTOP Cooking Corner โซน OTOP ชวนชิม โซนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โดยมีส่วนราชการ มูลนิธิ สมาคม 15 หน่วยงาน ผู้ประกอบการมากกว่า 3,000 ราย 150,000 ผลิตภัณฑ์&nbsp;<br />
3. กิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยกิจกรรมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและศิลปินชั้นนำ และสามารถใช้จ่ายผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ทำให้ยอดจำหน่ายสินค้าเพิ่มสูงขึ้น&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังเพิ่มโซนใหม่ที่ออกแบบให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ 4 โซน ได้แก่&nbsp;<br />
1. OTOP Mutelu สะท้อนมิติภูมิปัญญาความเชื่อ ความศรัทธา และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อาทิ เครื่องรางวัตถุมงคล งานศิลป์สายมู และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อในแต่ละภูมิภาคที่มีความงดงามและดีไซน์ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่&nbsp;<br />
2. OTOP Craft &amp; Design ต่อยอดงานหัตถกรรมดั้งเดิมผสมผสานแนวคิดด้านดีไซน์นวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ยกระดับผลิตภัณฑ์ไม่เป็นเพียงของใช้หรือของฝาก แต่เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตในปัจจุบัน&nbsp;<br />
3. OTOP Luxury เครื่องประดับและอัญมณี ฝีมือช่างศิลป์ในรูปแบบพรีเมียมจากทั่วประเทศ และเปิดโอกาสจับคู่ธุรกิจเจรจาการค้าระดับ B2B&nbsp;<br />
4. OTOP Spirits Tasting เปิดประสบการณ์กับเครื่องดื่มพื้นบ้านที่คัดสรรจากวัตถุดิบท้องถิ่นทั่วประเทศ พร้อมสัมผัสรสชาติและเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสการแข่งขันตลาดใหม่ ๆ<br />
พร้อมทั้งกิจกรรมส่งเสริมการขาย นาทีทองลดราคาสินค้าสูงสุด 50 - 70 เปอร์เซ็นต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ที่จะสร้างสีสันตลอดทั้ง 9 วันของการจัดงาน การจัดงาน 2 วันแรก (8 - 9 ส.ค. 69) ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มียอดจำหน่ายและยอดสั่งซื้อสะสมรวมทั้งสิ้นสูงถึง 145,986,558 บาท โดยประเภทสินค้ายอดจำหน่ายสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1. OTOP 5 ประเภท 78.6 ล้านบาท 2. ศิลปิน OTOP 11.9 ล้านบาท 3. OTOP ชวนชิม 12.5 ล้านบาท 4. ภาคีเครือข่าย 8.4 ล้านบาท และ 5. OTOP ขึ้นเครื่องบิน 3.69 ล้านบาท<br />
กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมชม ชิม ช็อป และร่วมภาคภูมิใจไปกับผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาของคนไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพ ส่งต่อรายได้กลับสู่ชุมชนไทยทั่วประเทศ และเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569&nbsp;<br />
เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026081174e963f05ad3ae6499cecd10d7ce01cd102144.jpg' type='image/jpg' length='1591247' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ Kick Off “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” จัดงบ 4,452 ล้าน ผ่านกองทุนหมู่บ้านฯ ทั่วประเทศ ช่วยประชาชนเข้าถึงเงินทุน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/530567</link>
<guid isPermaLink="false">74698d405684af9935c87c2360e001b0</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 10:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(10 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง&rdquo; ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรเงินเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด จำนวน 79,610 กองทุน โดยมีวัตถุประสงค์ในการช่วยลดภาระดอกเบี้ยของสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการกู้ยืมเงินไปพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ และเสริมสภาพคล่องให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนระดับรากหญ้า ที่จะมีความสำคัญในการเสริมสภาพคล่อง สร้างเงินทุนหมุนเวียนได้มากขึ้น และยังเป็นการสร้างโอกาสสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชนและสามารถ &ldquo;ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ&rdquo; ได้อย่างแท้จริง<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้องและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก เพราะประชาชนจำนวนมากไม่ได้มีปัญหาที่ความสามารถหรือไม่มีอาชีพ แต่มีปัญหาที่ &ldquo;ขาดเงินทุนตั้งต้น&rdquo; หรือเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ จนต้องหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง จึงสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนของประชาชน โดยมอบหมายให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ดำเนินโครงการ&ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง&rdquo; ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่มุ่งช่วยเหลือภาคประชาชนครั้งใหญ่ของรัฐบาล ผ่านกลไกของกองทุนหมู่บ้าน ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 4,452 ล้านบาท โดยจัดสรรเงินเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน เพื่อนำไปปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับบัญชีที่ 1 ให้กับสมาชิก อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของอัตราที่เรียกเก็บตามสัญญา นับเป็นการลดภาระดอกเบี้ยให้ถึงมือประชาชนโดยตรง เพื่อมุ่งเน้นการลดภาระค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพ เพิ่มสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนให้สมาชิกสามารถนำไปต่อยอดอาชีพ ลงทุนค้าขาย หรือสร้างรายได้ให้ครอบครัว โดยมีภาระดอกเบี้ยลดลงตามแนวทางของโครงการ เป้าหมายของรัฐบาล คือ ทำให้คนที่ต้องการทำมาหากินมีโอกาสเข้าถึงเงินทุนในระบบ ไม่ต้องเริ่มต้นด้วยหนี้นอกระบบ เมื่อคนตัวเล็กเข้าถึงเงินทุนได้ เศรษฐกิจฐานรากจะมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกัน<br />
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลต้องการให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นกลไกทางการเงินที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสร้างทางเลือกให้ผู้ที่อาจต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ&nbsp;<br />
ให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการเงินที่เป็นธรรมมากขึ้น พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ผลักดันโครงการให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและเกิดผลเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่นำมาจัดแสดง ทั้งงานฝีมือ อาหาร ของดีประจำถิ่น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร สะท้อนให้เห็นว่าเงินทุนระดับชุมชนสามารถต่อยอดเป็นอาชีพ รายได้ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ได้<br />
นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยากลำบาก ประชาชนฐานรากต้องการเพิ่มรายได้ จำเป็นต้องอาศัยกลไกแหล่งเงินทุนจากกองทุนหมู่บ้านฯ เพื่อสร้างสภาพคล่อง ในระบบการผลิต การประกอบอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญและเล็งเห็นว่าการเข้าไปช่วยเหลือโดยการเพิ่มงบประมาณ&nbsp;<br />
เพื่อเข้าไปสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านฯ จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกในระยะยาว และยังเป็นการเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนในกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง<br />
หลักการจัดสรรเงินทุน (ตามยอดดอกเบี้ยที่ปรับลด) รัฐบาลจะพิจารณาจัดสรรวงเงินสมทบให้แก่กองทุนหมู่บ้าน โดยคำนวณจาก &ldquo;ยอดเงินดอกเบี้ยรวมที่กองทุนปรับลดให้แก่สมาชิกในรอบสัญญา&rdquo; ของปีบัญชีปัจจุบัน ตามเกณฑ์ขั้นบันได ดังนี้<br />
1. ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านได้ปรับลดให้กับสมาชิก รวมไม่เกิน 30,000 บาท รัฐบาลจะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 30,000 บาท<br />
2. ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านได้ปรับลดให้กับสมาชิก มากกว่า 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 50,000 บาท รัฐบาลจะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 50,000 บาท<br />
3. ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านได้ปรับลดให้กับสมาชิก มากกว่า 50,000 บาท แต่ไม่เกิน 70,000 บาท รัฐบาลจะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 70,000 บาท<br />
4. ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านได้ปรับลดให้กับสมาชิก มากกว่า 70,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท รัฐบาลจะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 90,000 บาท<br />
5. ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านได้ปรับลดให้กับสมาชิก มากกว่า 90,000 บาท แต่ไม่เกิน 120,000 บาท รัฐบาลจะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 120,000 บาท<br />
6. ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านได้ปรับลดให้กับสมาชิก มากกว่า 120,000 บาทขึ้นไป รัฐบาลจะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 150,000 บาท<br />
คุณสมบัติของกองทุนที่เข้าร่วม<br />
&bull; จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลถูกต้องตามกฎหมาย<br />
&bull; มีคณะกรรมการบริหารกองทุนตามระเบียบ<br />
&bull; จัดส่งรายงานงบการเงินต่อสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) อย่างต่อเนื่อง<br />
ไม่น้อยกว่า 2 ปี<br />
&bull; สมาชิกมีมติเห็นชอบเข้าร่วมโครงการตามหลักเกณฑ์<br />
ขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ<br />
1. ยื่นคำขอพร้อมเอกสารผ่านศูนย์ประสานงานกองทุนฯ จังหวัด หรือ สทบ.สาขาเขต<br />
2. สทบ.สาขาเขตตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสาร<br />
3. สทบ.โอนเงินเข้าบัญชีกองทุน<br />
4. กองทุนดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงสัญญาลดดอกเบี้ยให้สมาชิก<br />
โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง&rdquo; เป็นการขยายโอกาสในการเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เสริมสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกกองทุนกว่า&nbsp;<br />
12 ล้านคน ปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ได้จัดเตรียมงบประมาณจำนวน 4,452 ล้านบาท ไว้สำหรับการดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว โดยกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่ประสงค์จะขอสนับสนุนงบประมาณจะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีคณะกรรมการกองทุนตามระเบียบที่กำหนด และส่งงบการเงินต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ทั้ง 14 สาขาเขตทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-100-4209 ต่อ 1702 - 1712&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/202608111a2c047629514584d87c61e04c36bf94102029.jpg' type='image/jpg' length='1696561' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ดีอี” เร่งปราบสแกมเมอร์ สกัด “บัญชีม้า” รวมศูนย์ข้อมูล เร่งคืนเงินผู้เสียหาย “ท่องเที่ยว” กวาดล้าง “ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน” คืนความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/529063</link>
<guid isPermaLink="false">e025797e51dd9d218e091c0595a29414</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 09:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 3/2569 และคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569&nbsp;<br />
นายไชยชนก กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่างประกาศหลักเกณฑ์การประกาศรายชื่อ &ldquo;บัญชีม้า&rdquo; ทุกสี จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งจะเตรียมควบรวมฐานข้อมูลข้ามธนาคารแบบเรียลไทม์ โดยหากพบบุคคลใดเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินทุจริตในธนาคารใดธนาคารหนึ่ง ระบบจะระงับบัญชีของบุคคลนั้นทันทีในทุกธนาคาร ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลางใน 3 ระบบ ได้แก่ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลธนาคารผ่าน Central Fraud Registry (CFR) สำหรับแลกเปลี่ยนเส้นทางการเงินและรายชื่อบุคคลเสี่ยง ฐานข้อมูลจากระบบตรวจจับพฤติกรรมบัญชีธนาคารที่มีความผิดปกติ ร่วมกับฐานข้อมูลของ ปปง. และฐานข้อมูลจาก AOC 1441&nbsp;<br />
ที่รวบรวม รายชื่อผู้ถูกดำเนินคดี&nbsp;<br />
ร่างประกาศหลักเกณฑ์การประกาศรายชื่อ &ldquo;บัญชีม้า&rdquo; ทุกสี ดังกล่าวจะช่วยยกระดับการปราบปรามบัญชีม้า โดยเมื่อระบุตัวเจ้าของบัญชีม้าได้ จะมีการระงับช่องทางการทำธุรกรรมทั้งหมด (Mobile Banking, ATM, ธุรกรรมออนไลน์)&nbsp;<br />
ในทุกบัญชีของทุกธนาคาร พร้อมกับขึ้นบัญชี blacklist ห้ามเปิดบัญชีธนาคารใหม่โดยเด็ดขาด และดำเนินการเชิงรุก ระงับบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง แม้ยังไม่มีผู้เสียหายแจ้งความก็ตาม เพื่อกักกันเงินในบัญชีไว้ก่อนถูกโอนออก การยกระดับมาตรการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ หากประชาชนถูกระงับบัญชีโดยไม่ได้ตั้งใจ สามารถติดต่อสายด่วน AOC 1441 กด 2 เพื่อยืนยันตัวตน จากนั้นธนาคารจะเร่งตรวจสอบและปลดล็อกบัญชีให้โดยเร็ว<br />
สำหรับหลักเกณฑ์การคืนเงินผู้เสียหายตามกฎกระทรวงฯ ที่ประชุมจะเร่งดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอคืนเงินผ่านระบบของ ปปง. ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อให้ทันต่อการที่กฎกระทรวงฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยมี ปปง. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงดีอี&nbsp;<br />
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธปท. สมาคมธนาคารไทย TEPA/e-Money สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสมาคมผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล โดยกำหนดเป็นมาตรการเชิงลึกเร่งด่วนภายใน 90 วัน ให้แล้วเสร็จภายในกันยายน 2569<br />
ในปัจจุบันสแกมเมอร์ได้มีการหลอกลวงให้เด็กและเยาวชนเปิดบัญชีธนาคารมากขึ้น ทำให้ทาง ธปท. ได้เริ่มดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การจำกัดวงเงินโอน/ชำระเงินต่อวันผ่านบัญชีธนาคาร และ e-Money ของเยาวชนอายุ&nbsp;<br />
12-18 ปี ไม่เกิน 3,000-10,000 บาทต่อวันตามช่วงอายุ โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนตุลาคม 2569 จึงจำเป็น ต้องสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยออนไลน์แก่เยาวชนและประชาชน และแจ้งเตือนผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้และรับมือกับข่าวปลอมและอาชญากรรมออนไลน์<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยว ยังได้ยกระดับ &ldquo;ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว&rdquo;&nbsp;<br />
ให้เป็นวาระเร่งด่วนสูงสุด ตามนโยบายของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา &nbsp;โดยครอบคลุมทั้งมิติความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว และการกวาดล้างภัยคุกคามจากกลุ่มมิจฉาชีพ สแกมเมอร์ (Scammer) การเอารัดเอาเปรียบ ตลอดจนปัญหาทัวร์เถื่อนและไกด์เถื่อน เพื่อสร้างเกราะป้องกันและเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ<br />
นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ในฐานะผู้บริหารหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติงานเชิงรุกในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ว่า กรมการท่องเที่ยวได้บูรณาการกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ทั่วประเทศอย่างเข้มงวด รวมทั้งสิ้น 3,187 ราย เพื่อกวาดล้างผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง&nbsp;<br />
สรุปผลการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ดังนี้ ผลการตรวจสอบบริษัทนำเที่ยว จำนวน 1,962 ราย&nbsp;<br />
พบผู้กระทำผิดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจำนวน 68 ราย พบความผิด 3 ข้อหาหลัก ได้แก่<br />
1. การประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต (ทัวร์เถื่อน)<br />
2. การประกอบธุรกิจนำเที่ยวไม่ตรงตามคุณสมบัติในมาตรา 17 (1) แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (สัดส่วนทุนและกรรมการบริษัทต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยตามที่กฎหมายกำหนด)<br />
3. การไม่จัดให้มีมัคคุเทศก์เดินทางไปกับนักท่องเที่ยว<br />
ผลการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของมัคคุเทศก์ จำนวน 1,225 ราย พบผู้กระทำผิด จำนวน 129 ราย โดยความผิด 3 ลำดับแรก ได้แก่<br />
1. การไม่ติดบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ขณะปฏิบัติหน้าที่<br />
2. การไม่มีหรือไม่แสดงใบสั่งงาน (Job Order)<br />
3. การปฏิบัติหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่มีใบอนุญาต (ไกด์เถื่อน)<br />
นายจาตุรนต์ ย้ำว่า ทิศทางการทำงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กรมการท่องเที่ยวจะยังคงตอกย้ำนโยบายความปลอดภัย โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเดินหน้าตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และมุ่งยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล&nbsp;<br />
ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด&nbsp;<br />
- บริษัทนำเที่ยว ต้องดูแลใบอนุญาตประกอบธุรกิจไม่ให้ขาดต่ออายุ (สามารถดำเนินการล่วงหน้าได้ 30 วันก่อนหมดอายุ) และต้องจัดให้มีมัคคุเทศก์ดูแลนักท่องเที่ยวทุกครั้ง&nbsp;<br />
- มัคคุเทศก์ ควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ (สามารถยื่นต่ออายุล่วงหน้าได้ถึง 120 วัน) เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ<br />
ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ สามารถร่วมเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวัง หากพบเห็นเบาะแส<br />
การกระทำผิดของบริษัทนำเที่ยว ไกด์เถื่อน หรือกลุ่มสแกมเมอร์ สามารถแจ้งเบาะแสได้โดยตรงผ่านช่องทาง Facebook Fanpage: กรมการท่องเที่ยว Department of Tourism หรือทางอีเมล tgtcenter@tourism.go.th และ DOT-TGIS@tourism.go.th ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นกุญแจสำคัญให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบ ดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกำกับดูแลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกทั้งยังได้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินโครงการ &ldquo;ศูนย์รวบรวมข้อมูลนักท่องเที่ยว ภายในประเทศ&rdquo; เพื่อยกระดับแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของประเทศไทย (Tourism Data Platform) ซึ่งจะเชื่อมโยงข้อมูลและบริการด้านการท่องเที่ยว เพิ่มความสะดวก และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย ลดการซ้ำซ้อน เป็นข้อมูลในการส่งเสริมการทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวของผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และ SMEs และเพิ่มประสิทธิภาพในแพลตฟอร์มที่มีร่วมกัน ซึ่งแอปพลิเคชันของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้แก่ Thailand Tourist Police , Amazing Thailand หรือ ระบบ Tourism Wallet สำหรับให้บริการข้อมูลและอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว โดยกระทรวงดีอี พร้อมร่วมบูรณาการข้อมูลกับ แพลตฟอร์ม Travel Link ของ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260806cb87a7ceb5044cd8c57e7df3f58a4e7e095755.jpg' type='image/jpg' length='1401942' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมไทย-เมียนมา กระชับความร่วมมือทุกมิติเพื่อประชาชน ยกระดับจ้างแรงงานข้ามชาติ บริหารจัดการคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/529061</link>
<guid isPermaLink="false">d49c2cd15d5f5b9454dddfec2966e1c0</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 09:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp; (5 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบความร่วมมือระหว่างไทย-เมียนมา จำนวน 3 เรื่อง ดังนี้<br />
1. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และให้นายกรัฐมนตรีร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา&nbsp;<br />
มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย &ndash; สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในสาขาที่ทั้งสองฝ่าย<br />
ให้ความสำคัญ ครอบคลุมทั้งการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนไทย - สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม และความร่วมมือในกรอบอาเซียน โดยมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง และไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีความร่วมมือครอบคลุม<br />
ทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การพัฒนาพื้นที่ชายแดนและความเชื่อมโยง การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสในการติดตามความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และประโยชน์ที่จะได้รับจากร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จะช่วยกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย - สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำประโยชน์มาสู่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน&nbsp;<br />
2. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และบันทึกข้อตกลง (Agreement) ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้ลงนามในเอกสารทั้งสองฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ เนื่องจากไทยและเมียนมามีความร่วมมือด้านแรงงานมาตั้งแต่ปี 2559 โดยใช้บันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลงเป็นกลไกในการจัดส่งแรงงานเมียนมาเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภายในเมียนมา ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องให้ปรับปรุงเอกสารทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และทำให้การบริหารจัดการแรงงานระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนี้<br />
- บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ฉบับปรับปรุง กำหนดหน่วยงานผู้มีอำนาจ คือกระทรวงแรงงาน ของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายเมียนมา โดยระบุขอบเขตของความร่วมมือทางวิชาการ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านต่าง ๆ การแลกเปลี่ยนการเยือนของบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อป้องกันการจ้างงานอย่างผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ แบ่งปันข้อมูลตลาดแรงงาน กฎหมาย และโอกาสในการจ้างงาน หรือสาขาความร่วมมืออื่น ๆ ตามแต่จะตกลงกัน ความร่วมมือในด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ส่งเสริมความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการส่งและรับแรงงานอย่างถูกกฎหมายระหว่างกัน โดยตกลงที่จะจัดทำบันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงาน เพื่อให้แรงงานได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของภาคีผู้รับ<br />
- บันทึกข้อตกลง (Agreement) ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ฉบับปรับปรุง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและขยายความร่วมมือ จัดทำกรอบ<br />
ในการอำนวยความสะดวกการจ้างงานแบบมีสัญญาจ้างให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส บนพื้นฐานของสิทธิ และความคุ้มค่า โดยดำเนินมาตรการ จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ (1) กระบวนการที่เหมาะสมในการจ้างงาน (2) กระบวนการในการส่งแรงงานที่ทำงานครบกำหนดกลับประเทศ และ (3) แรงงานได้รับสิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย และสัญญาจ้างโดยการใช้กฎหมาย การสรรหาแรงงานและการเดินทางเข้าประเทศต้องเป็นไปตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ แรงงานต้องปฏิบัติตามกฎหมายและจารีตประเพณีของประเทศผู้รับโดยไม่เข้าร่วมหรือแทรกแซงในกิจกรรมทางการเมืองหรือกิจการภายในประเทศผู้รับ รวมถึงต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน และจ่ายภาษี ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;การจ้างแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท การปรับปรุงบันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ จะช่วยให้การจัดส่งและการจ้างแรงงานข้ามชาติระหว่างไทยกับเมียนมาเป็นระบบมากยิ่งขึ้น แรงงานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและสิทธิที่พึงมี มีสถานะการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศไทย รวมถึงได้รับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่า ที่เหมาะสมสำหรับการพำนักในประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแรงงานผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ลดปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การจ้างงานผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่ยังมีความต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่แรงงาน นายจ้าง และทั้งสองประเทศในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. เห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ และอนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ของคณะทำงานร่วมฯ ดังกล่าว เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถเริ่มขับเคลื่อนความร่วมมือและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นรูปธรรมตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ&nbsp;<br />
สืบเนื่องจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ ผิวดิน ต่อมาได้มีคำสั่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ 27/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน มีหน้าที่กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานในลำน้ำหรือแหล่งน้ำ เร่งรัดและขับเคลื่อนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาระดับประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน กรมควบคุมมลพิษ จึงร่วมกับกรมอนามัย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมเอเชียตะวันออก ร่วมกันจัดทำขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน<br />
นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยเห็นชอบร่วมกันในการจัดทำขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันและลดผลกระทบจากมลพิษข้ามแดนในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา โดยขอบเขตอำนาจหน้าที่นี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ทุกฝ่ายลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมฉบับนี้<br />
ประโยชน์ที่ได้รับจากขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมฯ จะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านคุณภาพน้ำ การแจ้งเตือน การติดตามสถานการณ์ในแม่น้ำที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ การประสานมาตรการป้องกันและแก้ไขมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ตลอดจนการหารือแนวทางรับมือกรณีเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำ ซึ่งหากมีกลไกการทำงานร่วมระหว่างไทยกับเมียนมา จะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260806c239414aeb60852066d2016cae26b6dd095642.jpg' type='image/jpg' length='1610966' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ยศชนัน” บูรณาการทุกหน่วยงานแก้ปัญหาอุทกภัย-ภัยแล้งภาคเหนือ ขจัดคอขวดงบประมาณ  ตั้งวอร์รูม 24 ชม. ลดผลกระทบประชาชน]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/528746</link>
<guid isPermaLink="false">bc252533cf7079b50c2f7a5b06854581</guid>
<pubDate>Wed, 05 Aug 2026 11:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;(4 ส.ค. 69) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง<br />
ในพื้นที่ภาคเหนือ ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ&nbsp;<br />
โดยกำหนดมาตรการเร่งด่วน ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการแก้ปัญหา 4 ด้าน ดังนี้<br />
1. ขจัดคอขวดงบประมาณฉุกเฉิน โครงการป้องกันภัยที่จำเป็นเร่งด่วนแต่ติดขัดงบประมาณ ให้รีบทำเรื่องเสนอส่วนกลางทันที เพื่อเร่งจัดสรรลงพื้นที่แก้ปัญหาให้ชาวบ้านโดยเร็วที่สุด<br />
2. ตั้งวอร์รูมมอนิเตอร์ 24 ชั่วโมง สร้างระบบ Command &amp; Control เฝ้าระวังระดับน้ำตลอดเวลา&nbsp;<br />
หากมีสัญญาณอันตรายหรือข่าวลือ ทีมบริหารต้องสามารถเช็กข้อมูลและสั่งการตรงถึง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ทันที<br />
3. ใช้นวัตกรรมโดรน &amp; เตรียม Shelter ดึงเครือข่ายมหาวิทยาลัยภาคเหนือมาร่วมงาน ใช้ &ldquo;โดรน&rdquo; บินสำรวจจุดเสี่ยง พร้อมจัดเตรียมศูนย์พักพิง (Shelter) ให้พร้อมรองรับการอพยพ<br />
4. เร่งขุดลอกลำน้ำรับมือครบวงจร กำชับเร่งขุดลอกแม่น้ำน่าน (เน้น 18 จุดเปราะบาง) และแม่น้ำยม รวมถึงประสานกรมทรัพยากรน้ำบาดาล วางแผนเก็บกักน้ำสำรองเพื่อป้องกันปัญหาน้ำแล้งหลังหมดฤดูฝน<br />
การยกระดับกลไกการทำงานครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวัง พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย 1,363 จุด และพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วงอีก 444 จุด จึงจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถรับมือได้<br />
ทั้งสถานการณ์น้ำหลากและการขาดแคลนน้ำ ลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคการเกษตรได้อย่างทันท่วงที ศ.ดร.ยศชนัน ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่มี<br />
ภูมิประเทศเป็นพื้นที่ต้นน้ำ เสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม และน้ำท่วมฉับพลัน อีกทั้งในช่วงฤดูแล้งหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร การประชุมในครั้งนี้<br />
ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์แลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมกำหนดแนวทางในการป้องกัน ลดผลกระทบ และแก้ไขปัญหาทั้งอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว&nbsp;<br />
ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูล แผนงาน และทรัพยากร เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ภัยได้อย่างมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน และสามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง&nbsp;<br />
โดยที่ประชุมได้รายงานสถานการณ์ภัยในพื้นที่ภาคเหนือ แผนเผชิญเหตุ ผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทำงาน ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ การแจ้งเตือนภัย การบริหารอ่างเก็บน้ำและลำน้ำ การระบายน้ำ การจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ การให้ความช่วยเหลือประชาชน การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และต่อเนื่องแก่ประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งต้องร่วมกันวางแผนบริหารจัดการ และวางระบบบัญชาการเหตุการณ์ พิจารณาความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการล่วงหน้าในเชิงป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย และพื้นที่<br />
ที่ต้องเร่งบริหารจัดการน้ำสำหรับกักเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง อาทิ การขับเคลื่อนโครงการขุดลอกลำน้ำน่าน ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ และการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำ ได้สั่งการให้คณะทำงานฯ&nbsp;<br />
ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และสนับสนุนการทำงานให้กับพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำจากภาคเหนือตอนบนสู่ภาคเหนือตอนล่างบริเวณแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนดำเนินการรับมือล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ประสานมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคเหนือเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว และรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานให้ที่ประชุมได้รับทราบ<br />
นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ปภ. ได้เตรียมมาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งไว้ล่วงหน้าทุกด้าน โดยได้วางระบบการทำงานตั้งแต่ก่อนเกิดภัยจนถึงการฟื้นฟู โดยจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย ตลอด 24 ชั่วโมง จัดตั้ง War Room บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานหลักด้านน้ำและเทคโนโลยี เพื่อคาดการณ์และแจ้งเตือนภัยผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบ โดยเฉพาะการแจ้งเตือนไปยังมือถือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ปรับปรุงฐานข้อมูลศูนย์พักพิงชั่วคราว และจัดเตรียมสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้เพียงพอ นอกจากนี้ ปภ. ยังได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ที่ดูแลและรับผิดชอบในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 8 กำแพงเพชร เขต 9 พิษณุโลก เขต 10 ลำปาง และเขต 15 เชียงราย รวมถึงประสาน 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ปริมาณฝนจะมากกว่าค่าปกติ ส่วนเดือนกันยายนและตุลาคม ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลง และจะไปตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัด<br />
เฝ้าระวัง เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยเพื่อสนับสนุนการรับมืออุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญให้ทุกพื้นที่สื่อสารสร้างความตระหนักรู้เรื่องสาธารณภัยและการ<br />
แจ้งเตือนประชาชน นอกจากการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast และในสื่อสังคมออนไลน์แล้ว ให้ทุกพื้นที่สื่อสารข่าวสถานการณ์และแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบในทุกช่องทางในพื้นที่ อาทิ หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน และใช้กลไกของผู้นำชุมชนหมู่บ้านช่วยกันแจ้งเตือนสมาชิกในชุมชน รวมถึงประสานสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสื่อสารข่าวสาธารณภัย ผ่านช่องทางของกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความตระหนักรับรู้ให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่เสี่ยง และทุกกลุ่มเป้าหมาย ด้วยข้อความที่เข้าใจง่าย กระชับ ให้ประชาชนรับทราบและเตรียมตัวได้ทันท่วงที โดยเน้น &ldquo;การสร้างความตระหนักรู้ แต่ต้องไม่ตื่นตระหนก&rdquo; หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง<br />
นอกจากนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำเชิงรุกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เพื่อรองรับปริมาณฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เน้นการป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชน พื้นที่เกษตร และพื้นที่เศรษฐกิจ ควบคู่กับการเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องจักร เครื่องมือ และระบบชลประทานให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บูรณาการการทำงานและข้อมูลร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับข้อมูลพยากรณ์อากาศ โดยกรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์น้ำผ่านศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประเมินแนวโน้มฝนและปริมาณน้ำในลุ่มน้ำสำคัญ&nbsp;<br />
เพื่อปรับการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งการเก็บกักน้ำ การพร่องน้ำ และ<br />
การระบายน้ำ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของอาคารชลประทานและผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ รักษาปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง และเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที&nbsp;<br />
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภัยพิบัติเชิงรุก โดยเน้นการบูรณาการข้อมูล การประสานการทำงานของทุกหน่วยงาน และการตัดสินใจที่รวดเร็ว เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัยและภัยแล้ง และพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อม<br />
ทุกด้านเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มกำลัง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026080578ba04e6b6045a9a5aebd8531b3bbc56112321.jpg' type='image/jpg' length='1374174' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย–อินโดนีเซีย ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เชื่อมตลาดกว่า 350 ล้านคนลงนาม MOU 4 ฉบับ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ตลาดคาร์บอน ]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/528745</link>
<guid isPermaLink="false">d1e5987bbc10e8b3aa724be05f9d24b7</guid>
<pubDate>Wed, 05 Aug 2026 11:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;(4 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 - 4 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Indonesia&ndash;Thailand Business Forum ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Advancing the Indonesia&ndash;Thailand Strategic Partnership: Building Integrated Value Chains in Industry, Services, and Halal Economy&rdquo; จัดโดยหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ร่วมกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Kadin Indonesia) โดยเสนอให้ไทยและอินโดนีเซียยกระดับจาก &ldquo;คู่ค้า&rdquo; สู่ &ldquo;หุ้นส่วนร่วมสร้าง&rdquo; เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน พร้อมขอบคุณ Kadin Indonesia และหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ที่ร่วมจัดเวทีเชื่อมภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันความร่วมมือสู่โครงการจริง ไทยและอินโดนีเซียควรเชื่อม &ldquo;แผ่นดินใหญ่&ndash;หมู่เกาะ&rdquo; เข้าด้วยกัน โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต และอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่และประตูเศรษฐกิจทางทะเล ซึ่งจากการหารือกับประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ต้องเพิ่มโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การรวมตัวทางเศรษฐกิจอาเซียนที่ลึกขึ้น &ldquo;ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น&rdquo; โดยไทยและอินโดนีเซียต้องเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ภาครัฐต้องลดอุปสรรค สร้างความเชื่อมั่น และทำให้กติกาชัดเจน เพื่อให้เอกชนลงทุนและสร้างนวัตกรรมได้เต็มศักยภาพ&nbsp;<br />
ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าให้ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีประชากรรวมกว่า 350 ล้านคน เป้าหมายต่อไปต้องไม่หยุดที่ &ldquo;การค้า&rdquo; แต่ต้องไปสู่ &ldquo;การลงทุนร่วม-เทคโนโลยี-มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค&rdquo; ซึ่งเสนอ 4 ความร่วมมือหลัก ได้แก่<br />
1. ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล พัฒนาห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลครบวงจร ยกระดับมาตรฐานและการรับรอง เพื่อขยายตลาดอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่โลก<br />
2. โลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัล ลดต้นทุนการค้า เชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มการเดินทางระหว่างกัน โดยสนับสนุนเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ-จาการ์ตา และภูเก็ต-บาหลี รวมทั้งความสำเร็จของการลงทุนของสายการบิน Thai Lion Air ในไทย<br />
3. การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อยอดความร่วมมือธนาคารไทยในอินโดนีเซีย และเชื่อมระบบชำระเงิน PromptPay&ndash;QRIS พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน<br />
4. พลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว ร่วมพัฒนาพลังงานสะอาด รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น EV, AI และดาต้าเซ็นเตอร์<br />
ความสำเร็จของความสัมพันธ์ไทย&ndash;อินโดนีเซียต้องวัดจาก &ldquo;สิ่งที่สร้างร่วมกัน&rdquo; ไม่ใช่เพียงตัวเลขการค้า&nbsp;<br />
แต่คืออุตสาหกรรมที่แข็งแรง ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมกัน และอาเซียนที่แข่งขันได้มากขึ้น ขอให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่แปรวิสัยทัศน์ให้เป็นการลงทุนจริง และความร่วมมือที่จับต้องได้<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) จำนวน 4 ฉบับ ระหว่างหน่วยงานและภาคเอกชนของไทยและอินโดนีเซีย ครอบคลุมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ได้แก่<br />
1. MOU ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT Trinusa Travelindo (Traveloka Indonesia)<br />
2. MOU ความร่วมมือด้านการตลาดเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารและการท่องเที่ยว ระหว่างการท่องเที่ยว<br />
แห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT TransNusa Aviation Mandiri (TransNusa Indonesia)<br />
3. MOU ความร่วมมือตลาดคาร์บอน ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย<br />
4. MOU ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย<br />
อีกทั้งเป็นสักขีพยานในพิธีรับมอบใบอนุมัติการเปลี่ยนชื่อของ Maspion Bank เป็น PT Bank Kasikorn Indonesia Tbk อย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับการอนุมัติตามมติคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลภาคการเงินอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 โดยการลงทุนของธนาคารไทยในอินโดนีเซียสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจไทยต่อศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย และเป็นอีกก้าวสำคัญของสถาบันการเงินไทยในการขยายบทบาทและสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้หารือกับ ดร.เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน โดยไทยมีความมุ่งมั่นในการสร้างอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว และมีบทบาทที่โดดเด่นในเวทีโลก พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียนในทุกด้าน เพื่อประชาคมอาเซียนที่แข็งแกร่ง ซึ่งตั้งใจจะเข้าร่วมการประชุมอาเซียน ที่กรุงมะนิลา ในปลายปีนี้ด้วยทั้งนี้ เลขาธิการอาเซียน ได้ชื่นชมความสำเร็จการเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี<br />
และคณะ รวมทั้งการแสดงวิสัยทัศน์ เป็นการตอกย้ำบทบาทไทยต่ออาเซียน และยืนยันพร้อมสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2028 &nbsp;<br />
สำหรับการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไทยยึดมั่นการใช้กลไกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล &ldquo;UNCLOS&rdquo; ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิก UNCLOS จึงสามารถใช้เป็นแนวทางเจรจาระหว่างกันได้ แต่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่กัมพูชาตัดสินใจเลือกกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) แทน โดยผลลัพธ์ไม่มีผลผูกพันกับประเทศคู่กรณี ซึ่งเลขาธิการอาเซียนเข้าใจถึงสถานการณ์ ยืนยันอาเซียนควรร่วมเป็นหนึ่งเดียว และหวังทุกอย่างจะมีโอกาสพัฒนาได้ดีขึ้น เพราะไทย-กัมพูชา เป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน ซึ่งมีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และนักการทูตที่สนใจเข้าร่วมกว่า 100 ประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้เสนอ 3 แนวทางสำคัญเพื่อให้อาเซียนสามารถรับมือความท้าทายของโลก รักษาบทบาทนำของภูมิภาค และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน ได้แก่&nbsp;<br />
1. การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง ในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น ความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียน หลักฉันทามติและหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในยังคงเป็นรากฐานสำคัญ<br />
2. การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน โดยเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และอาหาร เร่งการเชื่อมโยงทางดิจิทัลและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี ขยายความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจขนาดกลางและประเทศในกลุ่มโลกใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือก ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค<br />
3. การทำให้อาเซียนมีความหมายต่อชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การรับมืออาชญากรรมและภัยคุกคามข้ามพรมแดน การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทักษะให้<br />
คนรุ่นใหม่พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว<br />
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาเซียนหลายช่วงเวลา ทั้งการผลักดันเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) การจัดตั้งเวทีภูมิภาคอาเซียน (ARF) และการวางรากฐานคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) ซึ่งการกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้นับเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2552 การครบรอบ 60 ปีของอาเซียนในปีหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของภูมิภาค โดยประเทศไทยพร้อมกลับมามีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อร่วมสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งจากภายใน เป็นเอกภาพ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง &ldquo;นี่คืออนาคตของอาเซียนที่ประเทศไทยเชื่อมั่น และคืออนาคตที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง&rdquo;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026080515628690c29544a7ee69c11a94c80bb9112214.jpg' type='image/jpg' length='1459076' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“มหาดไทย” ชวนอุดหนุนสินค้า งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” 8 - 16 ส.ค. 69 สืบสานพระราชปณิธาน สร้างรายได้สู่ชุมชน ]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/528307</link>
<guid isPermaLink="false">470fa94fc4c59843bfdd5ee7b66b39f3</guid>
<pubDate>Tue, 04 Aug 2026 10:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;(2 ส.ค. 69) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวการจัดงาน&nbsp;<br />
&ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;RADIANCE OF SIAM&nbsp;<br />
สิริรัศมีแห่งแผ่นดิน&rdquo; ระหว่างวันที่ 8 &ndash; 16 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี การจัดงานในปีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ&nbsp;<br />
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอนุรักษ์และสืบสานมรดกภูมิปัญญาหัตถศิลป์หัตถกรรมไทย พัฒนางานศิลปาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ให้คงอยู่คู่กับประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดอย่างสมบูรณ์ ประดุจแสงประทีปที่โชติช่วงให้สินค้าภูมิปัญญาไทยมีความทันสมัย ได้รับการเชิดหน้าชูตา และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มทุกช่วงวัยในยุคปัจจุบันพร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน ประเทศ โดยรวบรวมผู้ประกอบ OTOP กว่า 2,000 บูธ มาให้ประชาชนได้เลือกซื้อ พร้อมเปิดโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และชุมชนทั่วประเทศ ตั้งเป้ายอดจำหน่ายมีรายได้กลับสู่ผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศ จังหวัดละไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 770 ล้านบาท เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ&nbsp;<br />
สำหรับการจัดงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 มีไฮไลต์สำคัญได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากทั่วประเทศมากกว่า 2,000 ร้านค้า และมีการนำเสนอความงดงามของผ้าไทย รวมถึงงานหัตถศิลป์ประเภทต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โซน &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; โซนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โซน OTOP ชวนชิม ที่คัดสรร<br />
สุดยอดอาหารจากทั่วทุกภูมิภาค โซนศิลปิน OTOP นอกจากนี้ ยังเพิ่มโซนใหม่ที่ออกแบบให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ 4 โซน ได้แก่&nbsp;<br />
1. OTOP Mutelu สะท้อนมิติภูมิปัญญาความเชื่อ ความศรัทธา และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อาทิ เครื่องรางวัตถุมงคล งานศิลป์สายมู และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อในแต่ละภูมิภาคที่มีความงดงามและดีไซน์ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่&nbsp;<br />
2. OTOP Craft &amp; Design ต่อยอดงานหัตถกรรมดั้งเดิม โดยผสมผสานแนวคิดด้านดีไซน์นวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ไม่เป็นเพียงของใช้หรือของฝาก แต่เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตในปัจจุบัน&nbsp;<br />
3. OTOP Luxury นำเสนอเครื่องประดับและอัญมณี ฝีมือช่างศิลป์ในรูปแบบพรีเมียมจากทั่วประเทศ และเปิดโอกาสจับคู่ธุรกิจเจรจาการค้าระดับ B2B&nbsp;<br />
4. OTOP Spirits Tasting นำเสนอเครื่องดื่มพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากทั่วประเทศ เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสการแข่งขันตลาดใหม่ ๆ&nbsp;<br />
พร้อมทั้งกิจกรรมส่งเสริมการขาย นาทีทองลดราคาสินค้าสูงสุด 50 &ndash; 70 เปอร์เซ็นต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ที่จะสร้างสีสันตลอดทั้ง 9 วันของการจัดงาน ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ครอบครัว ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ช่างฝีมือ และเครือข่ายทั่วประเทศ&nbsp;<br />
นายพลพีร์ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างเศรษฐกิจ<br />
ฐานรากให้มีความมั่นคงและเข้มแข็ง ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลกรมการพัฒนาชุมชนได้มีนโยบายในการสร้างความแตกต่างและสร้างความเติบโตของผลิตภัณฑ์ OTOP ให้ประชาชนผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของตลาดผู้บริโภคในปัจจุบัน ผลักดันสินค้าประชาชนโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กให้สามารถขายได้ พร้อมทั้งได้กำชับ 2 นโยบายสำคัญคือ&nbsp;<br />
1. ต้องเป็น One Stop Service &ldquo;ศูนย์บริการผู้ประกอบการชุมชนแบบครบวงจร&rdquo; เชื่อมโยงความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการด้านการพัฒนาศักยภาพ การรับรองมาตรฐาน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยพิเศษ และช่องทางการตลาด&nbsp;<br />
2. ผลักดันเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ในรูปแบบแฟรนไชส์ธุรกิจ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และในสัปดาห์หน้าจะมีการลงนาม MOU กับแพลตฟอร์มการตลาดต่าง ๆ&nbsp;<br />
นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ OTOP รวม 100,000 กลุ่ม ผลิตภัณฑ์มากกว่า 200,000 ผลิตภัณฑ์ โดยการจำหน่ายในงานฯ ปี 2568 มีรายได้ถึง 814 ล้านบาท สะท้อนว่า การที่ยิ่งส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และขยายสู่ตลาดออนไลน์โมเดิร์นเทรด ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ซึ่งก็คือการจัดงาน OTOP ที่เมืองทองธานี ปีละ 3 ครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นการจัดงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 ซึ่งเป็นการนำเรื่องของพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และภูมิปัญญาไทย ด้วยการนําภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นมาประกอบกับวัตถุดิบ<br />
ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นและแรงงานของประชาชนในท้องถิ่นมาผนวกรวมกันกลายเป็น &ldquo;ผลิตภัณฑ์ชุมชน&rdquo; ของแต่ละตําบล/หมู่บ้าน โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ส่งเสริมให้มีการผลิตและส่งเสริมการขาย&nbsp;<br />
กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพจากทั่วประเทศ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธาน สนับสนุนภูมิปัญญาไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ร่วมให้กำลังใจผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และเลือกซื้อ ชม ชิม เช็คอิน ผลิตภัณฑ์ OTOP ส่งต่อคุณค่าของแผ่นดิน ส่งต่อรายได้กลับสู่ชุมชนไทยทั่วประเทศ และทำให้ประชาชนมีความสุขอย่างมั่นคงและยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260804c94d9a34d67b401dcbc461972db7505b103639.jpg' type='image/jpg' length='1517510' />
</item>
</channel>
</rss>
