<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/index/id/9</link>
<atom:link href="https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/index/id/9" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[หัวข้อหลักการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/545029</link>
<guid isPermaLink="false">e2c85282a70a15f917a01de1bba2cfd9</guid>
<pubDate>Sat, 26 Sep 2026 08:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในปี 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569&nbsp;<br />
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมนี้&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;การประชุมครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารของสถาบันการเงินระดับโลก รวมถึงผู้นำทางความคิดและนักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการพัฒนาจากทั่วโลกมารวมตัวเพื่อประชุมหารือในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจโลก&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดย IMF และ World Bank Group จะเป็นผู้กำหนดธีมหลักของการประชุมในแต่ละปี เพื่อใช้เป็นกรอบในการอภิปรายประเด็นเศรษฐกิจ การเงิน และความท้าทายระดับโลกที่ทุกประเทศต้องรับมือร่วมกัน ส่วนประเทศเจ้าภาพสามารถกำหนดธีมของตนเพื่อสื่อสารวิสัยทัศน์ต่อเวทีโลกได้ สำหรับ ปี 2026 ไทย<br />
ในฐานะเจ้าภาพได้กำหนดธีมของประเทศภายใต้ชื่อ &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; สะท้อนแนวคิดการพัฒนาที่ให้ &ldquo;ประชาชน&rdquo; เป็นศูนย์กลาง และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเสริมสร้าง &ldquo;ภูมิคุ้มกัน&rdquo; ของระบบเศรษฐกิจและการเงินต่อความเสี่ยงในอนาคต โดยต่อยอด<br />
จุดแข็งของประเทศไทย อาทิ การชำระเงินดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และศักยภาพของแรงงานไทย ตลอดจนให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ ความรู้ และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนเพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้จะนำเสนอถึงความพร้อมของประเทศในการรับมือความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากเทคโนโลยีดิจิทัลทางการเงิน ที่เน้นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบการเงินดิจิทัลมีความปลอดภัย มั่นคง และเข้าถึงได้ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายร่วมกันคือ การยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงิน (Financial Wellbeing) ของประชาชนทุกกลุ่ม<br />
การกำหนดธีมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาบนเวทีโลก และใช้การประชุมนี้ เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เสริมสร้างความร่วมมือ และผลักดันประเด็นการเสริมศักยภาพประชาชนและความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ เพื่อก้าวไปสู่ &ldquo;New Horizons&rdquo; อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมสำหรับทุกคน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260926c2c747e791e152e3177cbff837f5e9e7085208.jpg' type='image/jpg' length='1842238' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งทุกหน่วยรับมือน้ำท่วมฉับพลัน อพยพผู้คน คมนาคม สาธารณสุข เร่งระบายน้ำ ดูแลประชาชน]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/545028</link>
<guid isPermaLink="false">dc0c46e2743f8fc1920c29b624398051</guid>
<pubDate>Sat, 26 Sep 2026 08:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(25 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดภาคกลางอย่างต่อเนื่อง กำชับให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมตั้งแต่แผนเผชิญเหตุ การอพยพประชาชน การจัดเตรียมความช่วยเหลือ เครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องสูบน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อรองรับน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมให้ประสานส่วนราชการและผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด อย่าให้มีปัญหาขาดตกบกพร่อง ย้ำให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำ ทั้งด้านการพยากรณ์ การระบายน้ำ การคมนาคม สาธารณสุข การช่วยเหลือประชาชน และการบริหารพื้นที่ ประสานการทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ ขอให้มีการติดตามและเชื่อมการทำงานกับจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง&nbsp;<br />
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมยกระดับการเฝ้าระวังและรับมือสถานการณ์อุทกภัยตลอด 24 ชั่วโมง กำชับหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดูแลความปลอดภัยและความต่อเนื่องของการเดินทาง<br />
ทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำ เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร ยานพาหนะ และอุปกรณ์ให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที โดยย้ำหลัก &ldquo;คนต้องปลอดภัย&ndash;เส้นทางต้องไม่ขาด&ndash;ข้อมูลต้องถึงประชาชนเร็วที่สุด&rdquo; สั่งการกรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบอุทกภัยและพื้นที่เสี่ยง&nbsp;<br />
จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ตรวจสอบระดับน้ำบนผิวจราจร จุดต่ำ ทางลอด คอสะพาน สะพาน เส้นทางเชิงเขา และจุดเสี่ยงดินสไลด์ เตรียมเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุก เครื่องจักร ป้ายเตือน ไฟส่องสว่าง และอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยให้พร้อมใช้งาน ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้เฝ้าระวังเส้นทางรถไฟตลอด 24 ชั่วโมง แจ้งการเปลี่ยนแปลงการให้บริการและข้อมูลที่จำเป็นแก่ผู้โดยสารอย่างรวดเร็ว ให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคติดตามระดับน้ำ ความเร็วกระแสน้ำ สภาพร่องน้ำ สิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนความปลอดภัยของท่าเรือและโป๊ะเทียบเรืออย่างใกล้ชิด&nbsp;<br />
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้กรมชลประทานเร่งบริหารจัดการน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด&nbsp;<br />
โดยกรมชลประทานได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งการติดตามสถานการณ์น้ำ การระบายน้ำ และการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังเจ้าหน้าที่ โดยมุ่งให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ สำหรับการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยาได้รักษาระดับน้ำทั้งบริเวณเหนือเขื่อนและใต้เขื่อนเจ้าพระยา<br />
ให้สัมพันธ์กัน เพื่อรักษาความมั่นคงของอาคารบังคับน้ำและประตูระบายน้ำต่าง ๆ ส่วนการเฝ้าระวังในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ได้แจ้งเตือนให้เกษตรกรเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อเตรียมพื้นที่ไว้สำหรับรองรับน้ำ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ชั้นใน และบรรเทาความเดือดร้อนตามจุดต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด&nbsp;<br />
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำชับให้กระทรวงสาธารณสุขแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังวิกฤต และสั่งการ ดังนี้<br />
1. ทุกเขตสุขภาพและจังหวัดพื้นที่เสี่ยง ให้ยกระดับการเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และพื้นที่ที่ระดับน้ำยังเพิ่มขึ้น ให้เขตสุขภาพที่ 3 4 และ 6 เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (EOC) ระดับเขต เพื่อติดตามสถานการณ์&nbsp;<br />
2. เขตสุขภาพที่ 3 และ 4 ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี รังสิต และพื้นที่รับน้ำต่อเนื่อง ให้ติดตามระดับน้ำ จุดเสี่ยงชุมชน สถานพยาบาล และเส้นทาง EMS/Refer อย่างใกล้ชิด&nbsp;<br />
3. เขตสุขภาพที่ 6 ติดตามสถานการณ์ที่จันทบุรี&ndash;สระแก้ว ทั้งชุมชน โรงพยาบาล และระบบ EMS เนื่องจากมีสถานการณ์และยังมีฝนสะสมสูงหลายจุด&nbsp;<br />
4. โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงทุกแห่งเตรียมระบบสำคัญให้พร้อมอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ได้แก่ ไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เชื้อเพลิง น้ำสะอาด ออกซิเจน ยา เวชภัณฑ์ เลือด อาหาร IT/Communication บุคลากร และเส้นทางส่งต่อสำรอง โดยให้คงบริการต่อเนื่องเท่าที่ปลอดภัย ประเมินความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า น้ำรอบอาคาร ทางเข้า&ndash;ออก&nbsp;<br />
และเส้นทางรถพยาบาลซ้ำ หากมีแนวโน้มกระทบบริการให้รายงานทันที<br />
5. เร่งดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยต่อเนื่อง ได้แก่ ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ใช้ออกซิเจน และผู้ที่ต้องรับยาต่อเนื่อง โดยทบทวนบัญชีรายชื่อและแผนเข้าถึง/เคลื่อนย้ายล่วงหน้า<br />
6. พื้นที่มีศูนย์พักพิง และพื้นที่อพยพ ให้ทีมสาธารณสุขเข้าประเมินทันที ครอบคลุมน้ำสะอาด น้ำดื่ม อาหาร โรคติดต่อ ยาประจำตัว สุขภาพจิต และกลุ่มเปราะบาง&nbsp;<br />
7. ทุกจังหวัดตรวจและรายงานเส้นทาง EMS/Refer ที่ผ่านไม่ได้หรือเสี่ยงถูกตัด กำหนดเส้นทางสำรอง จุดรับ&ndash;ส่งผู้ป่วย รถ/เรือสนับสนุน และโรงพยาบาลปลายทางก่อนเกิดเหตุจริง&nbsp;<br />
8. ให้รายงานทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ น้ำเข้าพื้นที่โรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า น้ำ ออกซิเจนขัดข้อง เส้นทาง EMS ถูกตัด ต้องอพยพหรือย้ายผู้ป่วย มีผู้เสียชีวิต/สูญหาย หรือสถานบริการหยุดบริการ ไม่ต้องรอรอบรายงานปกติ ส่วนกรณีไม่มีเหตุฉุกเฉินให้สรุปสถานการณ์ตามรอบที่กำหนด<br />
กรมอุตุนิยมวิทยา ติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง แจ้งเตือนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ไปจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ สำหรับพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมาก ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 07.00 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 เวลา 07.00 น. ได้แก่ ภาคเหนือ: ตาก เพชรบูรณ์ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร&nbsp;<br />
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ ภาคกลาง: นครสวรรค์ อุทัยธานี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม กรุงเทพมหานครและปริมณฑล &nbsp;ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ภาคตะวันออก: นครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ภาคใต้: เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศและประกาศของทางราชการอย่างใกล้ชิด<br />
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ประกาศปิดการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นการชั่วคราว โดยจะมีการปิดด่านตรวจศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ และด่านตรวจเนินหอม ระหว่างวันที่ 26 - 27 กันยายน 2569 นอกจากนี้ยังประกาศปิดการท่องเที่ยว น้ำตกโกรกอีดก จังหวัดสระบุรี ระหว่างวันที่ 26 - 27 กันยายน 2569 และแก่งหินเพิง จังหวัดปราจีนบุรี ระหว่างวันที่ 25 - 27 กันยายน 2569&nbsp;<br />
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตรียมพร้อมทั้งด้านกำลังพล เครื่องจักร&nbsp;<br />
กลสาธารณภัย ระบบสื่อสาร จุดอพยพ ศูนย์พักพิงชั่วคราว อาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชน ให้ความ สำคัญกับเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ประชาสัมพันธ์พื้นที่ปลอดภัย เส้นทางอพยพ จุดจอดรถ และศูนย์พักพิงให้ประชาชนรับทราบล่วงหน้า ส่วนแผนรับมือในพื้นที่จังหวัดเสี่ยง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ใช้แนวทาง &ldquo;การระบายน้ำแบบก้างปลา&rdquo; ระบายน้ำออกไปฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยแบ่งเบาปริมาณน้ำในลำน้ำสายหลัก ควบคู่กับการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง พื้นที่เศรษฐกิจ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมเสริมและยกแนวคันกั้นน้ำในพื้นที่สำคัญและโบราณสถาน ย้ำทุกจังหวัดประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จัดตั้ง War Room เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ พร้อมทั้งประสานกับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ในการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast และใช้ทุกช่องทางแจ้งเตือนและให้ข้อมูลแก่ประชาชนเป็นระยะ โดยขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด&nbsp;<br />
พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก กำชับหน่วยทหารเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 หน่วยทหารร่วมกับส่วนราชการ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด ปฏิบัติงานในจังหวัดชัยนาท ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ สระแก้ว สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง ทั้งการตรวจพื้นที่เสี่ยง จัดชุดเฝ้าระวังและชุดเผชิญเหตุ เสริมพนังกั้นน้ำและแนวกระสอบทราย ติดตามระดับน้ำและระบบระบายน้ำ รวมถึงช่วยขนย้ายสิ่งของ แจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นแก่ประชาชน สำหรับพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง หน่วยทหารร่วมกับ กอ.รมน.จังหวัด และหน่วยงานในพื้นที่ติดตามระดับน้ำ เตรียมรับการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เสริมแนวกระสอบทราย ขุดลอกคูคลอง กำจัดวัชพืช และติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ ส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 25 เข้าช่วยเหลือประชาชนในตำบลตาเมียงและตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายผู้สูงอายุไปยังพื้นที่ปลอดภัย กำจัดวัชพืช เศษหิน ดินโคลน และสิ่งอุดตันทางระบายน้ำ รวมถึงตัดต้นไม้ที่ล้มกีดขวางเส้นทางบริเวณโรงเรียนบ้านไทยสันติสุข เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้เส้นทางได้โดยเร็ว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/202609268cc396766d33ac748c58c6ca6d5a7224085047.jpg' type='image/jpg' length='1533266' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สานความร่วมมือ ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ-สหราชอาณาจักร ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ สร้างความเชื่อมั่น สันติภาพ โอกาสทางเศรษฐกิจสู่ประเทศไทย]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/545026</link>
<guid isPermaLink="false">d2fe97db47cdf5c80af9b779a78b0dd3</guid>
<pubDate>Sat, 26 Sep 2026 08:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าภารกิจต่างประเทศใน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 21-26 กันยายน 2569 เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุน เชื่อมโยงตลาดทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมใช้เวทีระหว่างประเทศสื่อสารศักยภาพและบทบาทของไทย โดยมุ่งเปลี่ยนความสนใจจากต่างประเทศให้เกิดเป็นการลงทุน การขยายธุรกิจ การจ้างงาน และประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม<br />
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ภายใต้หัวข้อ &ldquo;ทิศทางความสัมพันธ์ไทย&ndash;ญี่ปุ่น: จากความสัมพันธ์ที่หยุดนิ่งสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีพลวัต&rdquo; โดยย้ำว่า เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ เป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก&nbsp;<br />
ทำให้ความร่วมมือไทย&ndash;ญี่ปุ่นในระยะต่อไปต้องตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง จากเดิมที่เป็นการ &ldquo;ผลิตให้&rdquo; ไปสู่การ &ldquo;ผลิตร่วมกัน&rdquo; และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานซึ่งกันและกัน<br />
นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ญี่ปุ่นยังเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจสำคัญของไทย จากฐานการลงทุนที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และโครงสร้างพื้นฐาน แต่การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการเติบโตของแบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี ทำให้ไทยต้องต่อยอด Supply Chain เดิมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น&nbsp;<br />
ส่วนในด้านพลังงาน รัฐบาลเดินหน้าลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวภาพ พร้อมส่งเสริม Solar Rooftop และการขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรองรับการลงทุนสีเขียว โดยต้องเตรียมความพร้อมทั้งกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งเงินทุน<br />
นายกรัฐมนตรียังย้ำการเดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์ ธุรกิจผิดกฎหมาย และยาเสพติด โดยระบุว่ามีการยึดทรัพย์แล้วกว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมกล่าวถึงการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก Negative เป็น Stable และคงอันดับ BBB รวมทั้งรับทราบข้อห่วงใยเรื่องคนไทยพำนักในญี่ปุ่นเกินกำหนด หรือ overstay และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกับฝ่ายญี่ปุ่นแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ในส่วนตลาดทุน ภาคเอกชนไทยสะท้อนสัญญาณบวกจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาในตลาดทุนไทย รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือไทย&ndash;ญี่ปุ่นผ่านผลิตภัณฑ์ DR และโครงการ BOI-to-IPO เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในไทยสามารถระดมทุนและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทย<br />
จากญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA81 พร้อมจัดกิจกรรม Roadshow ร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อสื่อสารศักยภาพเศรษฐกิจไทยและเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล และ AI&nbsp;<br />
ซึ่งภาคตลาดทุน ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสุทธิเป็นบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 3&ndash;4 ปี ผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงกว่าตลาดโลก และคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศของ BOI เพิ่มขึ้น สะท้อนความสนใจต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดย SET เตรียมพบผู้ลงทุนสถาบันในนครนิวยอร์กกว่า 30 ราย พร้อมนำเสนอ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ<br />
22 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก นายกรัฐมนตรีหารือกับผู้บริหารระดับสูงจาก Bank of America, Microsoft และ PIMCO เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การเงิน เทคโนโลยี และการลงทุน โดยย้ำว่ารัฐบาลพร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและเปิดรับเงินทุนคุณภาพจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน Bank of America ให้ความสนใจการเป็นหุ้นส่วนระยะยาวกับไทย โดยเฉพาะเทคโนโลยีแห่งอนาคตและความยั่งยืน ขณะที่การหารือกับ Microsoft ครอบคลุมดิจิทัล AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค รวมทั้งกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ส่วนการหารือกับ PIMCO เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจและการเงินโลก การเคลื่อนย้ายเงินทุน และปัจจัยที่นักลงทุนสถาบันใช้ประกอบการตัดสินใจ&nbsp;<br />
โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยไม่ได้ต้องการเพียงเงินทุน แต่ต้องการ &ldquo;หุ้นส่วน&rdquo; ที่จะร่วมสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต<br />
23 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมสำนักงาน Google ณ Pier 57 นครนิวยอร์ก และหารือกับ<br />
นาง Ruth Porat ผู้บริหารระดับสูงของ Alphabet และ Google โดยขอบคุณ Google ที่มีแผนลงทุนในประเทศไทยมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนา Data Center ในจังหวัดชลบุรี และ Google Cloud Region ในกรุงเทพมหานคร พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกให้โครงการดำเนินไปตามแผน โดยทั้งสองฝ่ายยังหารือการต่อยอดความร่วมมือด้าน AI ทักษะดิจิทัล และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการพัฒนามาตรฐาน Data Center ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านการใช้พลังงาน การบริหารจัดการน้ำ และการดูแลชุมชนโดยรอบ ขณะที่ Google พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงานและโอกาสสำหรับคนไทยและสตาร์ตอัปไทย พร้อมยืนยันการเป็นพันธมิตรระยะยาวกับประเทศไทย&nbsp;<br />
ส่วนที่สภาธุรกิจสหรัฐฯ&ndash;อาเซียน และหอการค้าสหรัฐฯ ได้จัดงานให้นักธุรกิจบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ&nbsp;<br />
พบนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางอาเซียน การลงทุนในไทยจึงสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรราว 700 ล้านคน พร้อมกล่าวถึงการปรับปรุงระบบ Thailand Fast Pass เพื่อลดขั้นตอนการทำธุรกิจ อีกทั้งในช่วงครึ่งปีแรก ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลกภายในปี 2030 พร้อมเปิดรับความร่วมมือด้านการลงทุน เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเทคโนโลยี Superintelligence ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ตั้งแต่ภาคการผลิต โลจิสติกส์ สาธารณสุข การเงิน เกษตรกรรม การศึกษา ไปจนถึงบริการภาครัฐ<br />
24 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก หรือ NYSE เป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พร้อมร่วมพิธีลั่นระฆังเปิดการซื้อขาย หรือ Opening Bell โดยเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 3 ที่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว โดยความร่วมมือ SET&ndash;NYSE จะช่วยให้บริษัทไทยเข้าถึงนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระดับโลก สนับสนุนการระดมทุน การขยายธุรกิจ และการลงทุนข้ามพรมแดน ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างประเทศเข้าถึงบริษัทและอุตสาหกรรมใหม่ของไทยมากขึ้น โดยรัฐบาลต้องการเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนทั่วโลกให้เกิดเป็นการลงทุน การขยายกิจการ และการสร้างงานในประเทศไทย<br />
จากนั้น นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมเวทีที่จัดโดย Jefferies Group LLC เพื่อพบกองทุนชั้นนำของสหรัฐฯ และนำเสนอศักยภาพของไทย ทั้งฐานการผลิต ระบบคมนาคม เครือข่ายซัพพลายเออร์ และความพร้อมเป็นฐานธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงโอกาสจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความต้องการ Data Center ระบบจัดเก็บและส่งผ่านข้อมูล ระบบไฟฟ้าที่มั่นคง และบริการดิจิทัลเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยย้ำว่า ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง และหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ขณะที่ช่วงครึ่งปีแรกมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศสูงถึง 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมยืนยันว่าไทยยินดีรับการลงทุนใน Data Center แต่ต้องพิจารณาผลกระทบด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำควบคู่กัน โดยย้ำว่า หน้าที่ของรัฐบาลคือการเปลี่ยน &ldquo;โอกาส&rdquo; ให้เป็น &ldquo;ธุรกิจจริง&rdquo; เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวอภิปรายทั่วไปต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All&rdquo; โดยสนับสนุนการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกประเทศมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม และฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบพหุภาคี ย้ำความสำคัญของ &ldquo;สันติภาพ&rdquo; ที่ไม่ใช่เพียงการปราศจากสงคราม แต่ต้องนำไปสู่ความมั่นคงและความมั่งคั่งร่วมกัน พร้อมกล่าวถึงสถานการณ์ปาเลสไตน์ การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย&ndash;กัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี โดยระบุว่ากระบวนการภายใต้ UNCLOS เป็นเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเล รวมถึงการสนับสนุนสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติในเมียนมา อีกทั้งไทยยังเดินหน้าความร่วมมือกับ UNODC ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมืออาชญากรรมออนไลน์&nbsp;<br />
ซึ่งเป็นภัยข้ามพรมแดน พร้อมย้ำถึงระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์และการมีส่วนร่วมของทุกประเทศในการกำหนดอนาคตร่วมกัน<br />
25 กันยายน 2569 จากสหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยัง กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยมีกำหนดหารือกับผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจสหราชอาณาจักร ครอบคลุมการค้า การลงทุน การเงิน การบิน และการท่องเที่ยว พร้อมกล่าวสุนทรพจน์และเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง เพื่อสื่อสารศักยภาพของประเทศไทยและสร้างโอกาสเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างสองประเทศ และยังได้มีกำหนดร่วม Roadshow กับนักลงทุนสถาบันชั้นนำใน<br />
สหราชอาณาจักร ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับ UBS รวมทั้งหารือกับผู้บริหาร Virgin Atlantic และ Rolls-Royce เพื่อขยายโอกาสด้านการลงทุน การบิน อุตสาหกรรม และความร่วมมือทางธุรกิจไทย&ndash;สหราชอาณาจักร<br />
ดังนั้น ภาพรวมการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงสะท้อนถึงแนวทางของรัฐบาลในการเชื่อมโยงการต่างประเทศกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นกลไกดึงดูดการลงทุน เทคโนโลยี เงินทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมยกระดับบทบาทไทยในเวทีโลก เพื่อเปลี่ยนโอกาสจากต่างประเทศให้เกิดเป็นการลงทุนจริง การขยายธุรกิจ การสร้างงาน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026092622a78b06e1b573ca10d5e84c811626f8084912.jpg' type='image/jpg' length='1547920' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สานความร่วมมือ ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ-สหราชอาณาจักร ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ สร้างความเชื่อมั่น สันติภาพ โอกาสทางเศรษฐกิจสู่ประเทศไทย]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/545027</link>
<guid isPermaLink="false">141ee647ef5160a324c0b529b9096331</guid>
<pubDate>Sat, 26 Sep 2026 08:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าภารกิจต่างประเทศใน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 21-26 กันยายน 2569 เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุน เชื่อมโยงตลาดทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมใช้เวทีระหว่างประเทศสื่อสารศักยภาพและบทบาทของไทย โดยมุ่งเปลี่ยนความสนใจจากต่างประเทศให้เกิดเป็นการลงทุน การขยายธุรกิจ การจ้างงาน และประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม<br />
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ภายใต้หัวข้อ &ldquo;ทิศทางความสัมพันธ์ไทย&ndash;ญี่ปุ่น: จากความสัมพันธ์ที่หยุดนิ่งสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีพลวัต&rdquo; โดยย้ำว่า เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ เป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก&nbsp;<br />
ทำให้ความร่วมมือไทย&ndash;ญี่ปุ่นในระยะต่อไปต้องตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง จากเดิมที่เป็นการ &ldquo;ผลิตให้&rdquo; ไปสู่การ &ldquo;ผลิตร่วมกัน&rdquo; และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานซึ่งกันและกัน<br />
นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ญี่ปุ่นยังเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจสำคัญของไทย จากฐานการลงทุนที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และโครงสร้างพื้นฐาน แต่การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการเติบโตของแบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี ทำให้ไทยต้องต่อยอด Supply Chain เดิมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น&nbsp;<br />
ส่วนในด้านพลังงาน รัฐบาลเดินหน้าลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวภาพ พร้อมส่งเสริม Solar Rooftop และการขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรองรับการลงทุนสีเขียว โดยต้องเตรียมความพร้อมทั้งกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งเงินทุน<br />
นายกรัฐมนตรียังย้ำการเดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์ ธุรกิจผิดกฎหมาย และยาเสพติด โดยระบุว่ามีการยึดทรัพย์แล้วกว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมกล่าวถึงการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก Negative เป็น Stable และคงอันดับ BBB รวมทั้งรับทราบข้อห่วงใยเรื่องคนไทยพำนักในญี่ปุ่นเกินกำหนด หรือ overstay และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกับฝ่ายญี่ปุ่นแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ในส่วนตลาดทุน ภาคเอกชนไทยสะท้อนสัญญาณบวกจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาในตลาดทุนไทย รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือไทย&ndash;ญี่ปุ่นผ่านผลิตภัณฑ์ DR และโครงการ BOI-to-IPO เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในไทยสามารถระดมทุนและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทย<br />
จากญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA81 พร้อมจัดกิจกรรม Roadshow ร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อสื่อสารศักยภาพเศรษฐกิจไทยและเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล และ AI&nbsp;<br />
ซึ่งภาคตลาดทุน ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสุทธิเป็นบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 3&ndash;4 ปี ผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงกว่าตลาดโลก และคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศของ BOI เพิ่มขึ้น สะท้อนความสนใจต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดย SET เตรียมพบผู้ลงทุนสถาบันในนครนิวยอร์กกว่า 30 ราย พร้อมนำเสนอ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ<br />
22 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก นายกรัฐมนตรีหารือกับผู้บริหารระดับสูงจาก Bank of America, Microsoft และ PIMCO เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การเงิน เทคโนโลยี และการลงทุน โดยย้ำว่ารัฐบาลพร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและเปิดรับเงินทุนคุณภาพจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน Bank of America ให้ความสนใจการเป็นหุ้นส่วนระยะยาวกับไทย โดยเฉพาะเทคโนโลยีแห่งอนาคตและความยั่งยืน ขณะที่การหารือกับ Microsoft ครอบคลุมดิจิทัล AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค รวมทั้งกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ส่วนการหารือกับ PIMCO เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจและการเงินโลก การเคลื่อนย้ายเงินทุน และปัจจัยที่นักลงทุนสถาบันใช้ประกอบการตัดสินใจ&nbsp;<br />
โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยไม่ได้ต้องการเพียงเงินทุน แต่ต้องการ &ldquo;หุ้นส่วน&rdquo; ที่จะร่วมสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต<br />
23 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมสำนักงาน Google ณ Pier 57 นครนิวยอร์ก และหารือกับ<br />
นาง Ruth Porat ผู้บริหารระดับสูงของ Alphabet และ Google โดยขอบคุณ Google ที่มีแผนลงทุนในประเทศไทยมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนา Data Center ในจังหวัดชลบุรี และ Google Cloud Region ในกรุงเทพมหานคร พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกให้โครงการดำเนินไปตามแผน โดยทั้งสองฝ่ายยังหารือการต่อยอดความร่วมมือด้าน AI ทักษะดิจิทัล และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการพัฒนามาตรฐาน Data Center ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านการใช้พลังงาน การบริหารจัดการน้ำ และการดูแลชุมชนโดยรอบ ขณะที่ Google พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงานและโอกาสสำหรับคนไทยและสตาร์ตอัปไทย พร้อมยืนยันการเป็นพันธมิตรระยะยาวกับประเทศไทย&nbsp;<br />
ส่วนที่สภาธุรกิจสหรัฐฯ&ndash;อาเซียน และหอการค้าสหรัฐฯ ได้จัดงานให้นักธุรกิจบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ&nbsp;<br />
พบนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางอาเซียน การลงทุนในไทยจึงสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรราว 700 ล้านคน พร้อมกล่าวถึงการปรับปรุงระบบ Thailand Fast Pass เพื่อลดขั้นตอนการทำธุรกิจ อีกทั้งในช่วงครึ่งปีแรก ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลกภายในปี 2030 พร้อมเปิดรับความร่วมมือด้านการลงทุน เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเทคโนโลยี Superintelligence ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ตั้งแต่ภาคการผลิต โลจิสติกส์ สาธารณสุข การเงิน เกษตรกรรม การศึกษา ไปจนถึงบริการภาครัฐ<br />
24 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก หรือ NYSE เป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พร้อมร่วมพิธีลั่นระฆังเปิดการซื้อขาย หรือ Opening Bell โดยเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 3 ที่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว โดยความร่วมมือ SET&ndash;NYSE จะช่วยให้บริษัทไทยเข้าถึงนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระดับโลก สนับสนุนการระดมทุน การขยายธุรกิจ และการลงทุนข้ามพรมแดน ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างประเทศเข้าถึงบริษัทและอุตสาหกรรมใหม่ของไทยมากขึ้น โดยรัฐบาลต้องการเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนทั่วโลกให้เกิดเป็นการลงทุน การขยายกิจการ และการสร้างงานในประเทศไทย<br />
จากนั้น นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมเวทีที่จัดโดย Jefferies Group LLC เพื่อพบกองทุนชั้นนำของสหรัฐฯ และนำเสนอศักยภาพของไทย ทั้งฐานการผลิต ระบบคมนาคม เครือข่ายซัพพลายเออร์ และความพร้อมเป็นฐานธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงโอกาสจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความต้องการ Data Center ระบบจัดเก็บและส่งผ่านข้อมูล ระบบไฟฟ้าที่มั่นคง และบริการดิจิทัลเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยย้ำว่า ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง และหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ขณะที่ช่วงครึ่งปีแรกมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศสูงถึง 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมยืนยันว่าไทยยินดีรับการลงทุนใน Data Center แต่ต้องพิจารณาผลกระทบด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำควบคู่กัน โดยย้ำว่า หน้าที่ของรัฐบาลคือการเปลี่ยน &ldquo;โอกาส&rdquo; ให้เป็น &ldquo;ธุรกิจจริง&rdquo; เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวอภิปรายทั่วไปต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All&rdquo; โดยสนับสนุนการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกประเทศมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม และฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบพหุภาคี ย้ำความสำคัญของ &ldquo;สันติภาพ&rdquo; ที่ไม่ใช่เพียงการปราศจากสงคราม แต่ต้องนำไปสู่ความมั่นคงและความมั่งคั่งร่วมกัน พร้อมกล่าวถึงสถานการณ์ปาเลสไตน์ การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย&ndash;กัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี โดยระบุว่ากระบวนการภายใต้ UNCLOS เป็นเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเล รวมถึงการสนับสนุนสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติในเมียนมา อีกทั้งไทยยังเดินหน้าความร่วมมือกับ UNODC ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมืออาชญากรรมออนไลน์&nbsp;<br />
ซึ่งเป็นภัยข้ามพรมแดน พร้อมย้ำถึงระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์และการมีส่วนร่วมของทุกประเทศในการกำหนดอนาคตร่วมกัน<br />
25 กันยายน 2569 จากสหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยัง กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยมีกำหนดหารือกับผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจสหราชอาณาจักร ครอบคลุมการค้า การลงทุน การเงิน การบิน และการท่องเที่ยว พร้อมกล่าวสุนทรพจน์และเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง เพื่อสื่อสารศักยภาพของประเทศไทยและสร้างโอกาสเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างสองประเทศ และยังได้มีกำหนดร่วม Roadshow กับนักลงทุนสถาบันชั้นนำใน<br />
สหราชอาณาจักร ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับ UBS รวมทั้งหารือกับผู้บริหาร Virgin Atlantic และ Rolls-Royce เพื่อขยายโอกาสด้านการลงทุน การบิน อุตสาหกรรม และความร่วมมือทางธุรกิจไทย&ndash;สหราชอาณาจักร<br />
ดังนั้น ภาพรวมการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงสะท้อนถึงแนวทางของรัฐบาลในการเชื่อมโยงการต่างประเทศกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นกลไกดึงดูดการลงทุน เทคโนโลยี เงินทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมยกระดับบทบาทไทยในเวทีโลก เพื่อเปลี่ยนโอกาสจากต่างประเทศให้เกิดเป็นการลงทุนจริง การขยายธุรกิจ การสร้างงาน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026092622a78b06e1b573ca10d5e84c811626f8084912.jpg' type='image/jpg' length='1547920' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพ การประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/544782</link>
<guid isPermaLink="false">ab4fcdbb019c94a6bdc41fa02008ae82</guid>
<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 09:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับในการเป็นเจ้าภาพ การประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร<br />
ประโยชน์ระยะสั้น<br />
ทำให้เกิดรายได้แก่โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และธุรกิจบริการจำนวนมากจากคณะผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุมกว่า 15,000 คน<br />
ระยะกลาง<br />
ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารจากทั่วโลกจะได้เห็นประเทศไทยอย่างแท้จริง เห็นระบบการจัดการ เห็นความพร้อม และเห็นมาตรฐานของเมืองหลวงระดับ Global City สิ่งนี้ส่งผลต่อการรับรู้ (perception) ของนักลงทุนโดยตรง<br />
ระยะยาว<br />
ยกระดับประเทศในหลายมิติ ทั้งมาตรฐานการบริการ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบหลังบ้านการสร้างภาพลักษณ์ของไทยในฐานะศูนย์กลางของธุรกิจการจัดประชุม และการพบปะหารือด้านเศรษฐกิจและการเงินของโลก<br />
โดยประเทศไทยจะเปลี่ยนโอกาสครั้งสำคัญนี้ให้กลายเป็นคุณค่าระยะยาวของประเทศ ในแต่ละประเด็น ดังนี้<br />
1. เวทีโลกที่เปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แสดงศักยภาพการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้คือโอกาสที่ประเทศไทยจะได้แสดงความพร้อมในหลายมิติ ตั้งแต่การจัดประชุมระดับนานาชาติ การบริหารจัดการ ไปจนถึงการต้อนรับผู้มาเยือนด้วยอัธยาศัยแบบไทยไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัดงานที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม อาหารและเครื่องดื่มที่บอกเล่าเรื่องราวของท้องถิ่น หรือการบริการที่ได้มาตรฐาน ทุกองค์ประกอบล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำที่ประเทศไทยกำลังสร้างให้กับผู้มาเยือนจากทั่วโลก<br />
2. จากเวทีโลก...สู่โอกาสของคนไทย เบื้องหลังการประชุมระดับโลกครั้งนี้ คือการทำงานของผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทผู้จัดงานของไทยที่มีประสบการณ์ในการบริหารงานขนาดใหญ่ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรม MICE (Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่ผลประโยชน์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้จัดงานเท่านั้นการเป็นเจ้าภาพยังหมายถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะกระจายไปยังผู้ประกอบการในหลายภาคส่วน ตั้งแต่โรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร ระบบขนส่ง ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี ไปจนถึงธุรกิจท้องถิ่นและแรงงานจำนวนมากที่มีส่วนทำให้งานครั้งนี้เกิดขึ้นได้ ที่สำคัญความสำเร็จของการจัดงานครั้งนี้ยังอาจกลายเป็น &ldquo;ผลงานชิ้นสำคัญ&rdquo; ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเปิดประตูสู่โอกาสในการเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกอื่น ๆ ในอนาคต<br />
3. เม็ดเงินหมุนเวียนที่มากกว่าหนึ่งสัปดาห์ของการประชุม เมื่อผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกเดินทางมาประเทศไทย การใช้จ่ายย่อมเกิดขึ้นตลอดการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นค่าที่พัก อาหาร การเดินทาง การสื่อสาร หรือการท่องเที่ยว รายได้เหล่านี้จะหมุนเวียนไปยังธุรกิจหลากหลายขนาดตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมบริการขณะเดียวกัน ยังมีการจัดกิจกรรมคู่ขนานอีกจำนวนมาก ทั้งการประชุมย่อย การสัมมนา งานพบปะนักลงทุน และกิจกรรมขององค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนช่วยสร้างรายได้และการจ้างงานเพิ่มเติมให้กับประเทศ<br />
4. มากกว่าเศรษฐกิจ คือโอกาสสร้างความเชื่อมั่น คุณค่าของการเป็นเจ้าภาพไม่ได้วัดเพียงเม็ดเงินที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุม ประเทศไทยยังจะได้ใช้เวทีนี้นำเสนอวิสัยทัศน์ &ldquo;Thailand&#39;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับประชาชน ความยั่งยืน และการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเวทีนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ทั้งในด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการประชุมนานาชาติของภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้นการพบปะระหว่างรัฐบาล สถาบันการเงิน นักลงทุน และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ยังอาจต่อยอดไปสู่ความร่วมมือ การลงทุน และโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว<br />
5. เล่าเรื่องประเทศไทยผ่านความเป็นไทย (Thainess) อีกหนึ่งสิ่งที่ประเทศไทยจะได้จากการเป็นเจ้าภาพ คือการใช้ความเป็นไทย ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศสู่ผู้มาเยือน ทั้งวัฒนธรรม การต้อนรับ วิถีชีวิต อาหารไทย และความสะดวกในการเดินทาง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ช่วยสร้างความประทับใจและภาพจำที่ดี ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การนำผ้าพื้นถิ่น 37 ลายอัตลักษณ์ จาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน มาใช้ตกแต่งและบุผนังห้องประชุมเพื่อช่วยดูดซับเสียง แนวคิดนี้ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ยังเปิดโอกาสให้วิสาหกิจเพื่อสังคม ชุมชน และผู้ผลิตท้องถิ่นจากทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมบนเวทีระดับโลก พร้อมบอกเล่าเรื่องราวของแต่ละพื้นที่ผ่านงานหัตถศิลป์ไทย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260925faba4613965f231a7209085e72a30949093733.jpg' type='image/jpg' length='1991137' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ กำชับภาคกลาง กทม. รับมือระดับน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น วางแผนระบายน้ำล่วงหน้า ยกระดับการช่วยเหลือประชาชนที่รวดเร็ว]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/544780</link>
<guid isPermaLink="false">091af0c1e83a92ebf2f31959aa845726</guid>
<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 09:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(24 ก.ย. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง&nbsp;<br />
ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง กำชับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการเตรียมรับสถานการณ์น้ำเจ้าพระยาที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตามข้อห่วงใยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นที่ความปลอดภัยของประชาชน โดยเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำทั้ง 4 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท กับการเตรียมพร้อมของพื้นที่ เฝ้าระวังชุมชนลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ พร้อมประสานกรุงเทพมหานครตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรกล สิ่งของช่วยเหลือ และศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อให้สามารถดูแลประชาชนได้ทันสถานการณ์ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบริหารจัดการสาธารณภัยในพื้นที่ พร้อมกำชับอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งเตือนให้ประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และเตรียมการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งเตรียมจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยประสาน<br />
ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต เสริมกำลังทรัพยากรให้ช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลพื้นที่เกษตร เพื่อลดผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ส่วนกรุงเทพมหานคร ขอให้แจ้งเตือนชุมชนริมแม่น้ำ แพร้านอาหาร และผู้ดำเนินงานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง ให้เตรียมมาตรการความปลอดภัยและเฝ้าระวังจุดเสี่ยง นอกจากนี้ ให้พื้นที่สื่อสารกับประชาชนอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ และสามารถเตรียมความพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที<br />
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมจัดทำแนวทางการปฏิบัติงานการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน<br />
ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อจัดทำ &ldquo;แนวทางการปฏิบัติงานมาตรฐาน&rdquo; (Standard Operating Procedure: SOP) ที่สามารถใช้ร่วมกันได้กับภัยทุกประเภท ทั้งอุทกภัย อัคคีภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยกำหนดบทบาทของหน่วยงานตั้งแต่การสำรวจความเสียหายในพื้นที่ การประสานงาน การประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย การประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน การขอรับและเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับการรับมือฝนหนัก ถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเตรียมรับมือฝนอย่างใกล้ชิด เร่งพร่องน้ำ<br />
ในคลองสายหลัก เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับฝนตกต่อเนื่องและฝนหนัก โดยเฉพาะช่วงเสาร์&ndash;อาทิตย์ กทม. ได้เตรียมเครื่องสูบน้ำและเจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยขอให้ประชาชนงดทิ้งขยะลงคลอง และเก็บขยะหน้าบ้านไว้ก่อนฝนตก วางแผนการเดินทาง เผื่อเวลาและติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด และสามารถแจ้งเหตุ<br />
น้ำท่วม/ปัญหาในพื้นที่ โทร. 1555 หรือ 02-248-5115 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งผ่าน Traffy Fondue<br />
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมชลประทานติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ฝนที่เพิ่มขึ้นและปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับปริมาณน้ำหลากและลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร โดยนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ<br />
ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประเมินแนวโน้มและเตรียมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนและลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร รวมถึงติดตามอ่างเก็บน้ำ<br />
ที่มีระดับน้ำสูงและอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ได้แก่ เขื่อนกิ่วลม เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนขุนด่านปราการชล และเขื่อนแก่งกระจาน ได้ประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อพิจารณาแนวทางบริหารจัดการน้ำร่วมกันอย่างใกล้ชิด ให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ แจ้งสถานการณ์น้ำและแนวโน้มการระบายน้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 11 จังหวัด ได้รับทราบ เพื่อให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมความพร้อมและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง<br />
ได้อย่างเหมาะสม สำหรับสถานการณ์น้ำ ณ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง จึงได้ทยอยยกระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อช่วยชะลอน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน ควบคู่ไปกับการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งเต็มศักยภาพโดยไม่กระทบในพื้นที่ และปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่มขึ้นในพื้นที่&nbsp;<br />
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยประสานนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อเร่งรัดซ่อมแซมสะพานข้ามแม่น้ำปิงระหว่าง ตำบลคณฑี-ตำบลธำมรงค์ อำเภอเมืองกำแพงเพชร ที่ขาด คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พร้อมย้ำว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง หากมีการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ขอให้เชื่อในการแจ้งเตือนดังกล่าว&nbsp;<br />
ส่วนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นายเจเศรษฐ์ ระบุว่า หลังจากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 หากประชาชนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ จะได้รับการชดเชยเยียวยาผ่านประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยไม่ต้องทำกระบวนการสำรวจความเสียหาย ครอบคลุมบ้านทุกหลังคาเรือน ทั้งที่มีบ้านเลขที่และไม่มีบ้านเลขที่ เมื่อจังหวัดประกาศเขตพื้นที่ภัยพิบัติ เช่น อุทกภัย เร็วสุดภายใน 7 วัน ช้าสุด 15 วัน ประชาชนจะได้รับเงินทันที 10,000 บาทแรก และรับเงินค่าซ่อมแซมบ้านเรือนสูงสุด 90,000 บาท โดยทางประกันภัยฯ จะใช้วิธีวัดจากระดับความสูงของน้ำเปรียบเทียบเกณฑ์การจ่ายเยียวยาตามลำดับ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ส่วนราชการต่าง ๆ สร้างการรับรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน ซึ่งการซื้อประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้กับประชาชนเป็นการทดแทนการจ่ายเงินเยียวยาซึ่งทุกปีรัฐจะต้องใช้งบประมาณกลางในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบสาธารณภัยปีละกว่า 20,000 ล้านบาท&nbsp;<br />
เมื่อรัฐบาลได้ซื้อประกันภัยพิบัติแห่งชาติแล้ว จะทำให้งบกลางสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ ต่อไป<br />
สำหรับการประกาศแจ้งเตือน กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศแจ้งเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมาก วันที่ 25 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 26 กันยายน 2569 ประกอบด้วย<br />
ภาคเหนือ: จังหวัดเพชรบูรณ์ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก และพิจิตร&nbsp;<br />
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดนครราชสีมา เลย หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ<br />
ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อุทัยธานี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม<br />
ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด<br />
ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง และพังงา<br />
ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260925b88435dd70a1ebf2e43a2336bd3bdf16093602.jpg' type='image/jpg' length='1486468' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แลนด์มาร์คสำคัญในการจัดประชุม จัดนิทรรศการระดับโลก]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/544518</link>
<guid isPermaLink="false">e298eff86c5f87b76860d65725fd056e</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 13:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;กว่า 30 ปี ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของไทยและเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรม MICE (Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions) หรือธุรกิจการประชุมและการจัดนิทรรศการระดับโลก ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2532 จากวิสัยทัศน์ของประเทศ ที่มีจุดเริ่มต้นสำคัญจากการที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ International Monetary Fund and World Bank Group Annual Meetings ครั้งที่ 46 ในปี 2534 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานพระนามให้ใช้เป็นชื่อศูนย์การประชุม &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
การประชุมครั้งนั้น มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 10,000 คน จากทั่วโลก ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย นับเป็นบทพิสูจน์ศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก พร้อมทั้งเป็นที่รู้จักในฐานะจุดหมายที่น่าสนใจในการท่องเที่ยวและการลงทุน หลังจากนั้น ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทำหน้าที่เสมือน &ldquo;ห้องรับแขกของประเทศ&rdquo; สำหรับจัดงานสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนเข้า<br />
รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2562 และเปิดให้บริการอีกครั้งในปี 2565 ยกระดับสู่การเป็นสถานที่จัดงานระดับโลกภายใต้แนวคิด &ldquo;The Ultimate Inspiring World Class Event Platform for All&rdquo; หรือ&nbsp;<br />
&ldquo;ที่สุดของอิเวนต์แพลตฟอร์ม&rdquo; พื้นที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 5 เท่า ควบคู่กับการออกแบบที่ผสมผสานมาตรฐานสากลเข้ากับอัตลักษณ์ไทย ภายใต้แนวคิด &ldquo;สืบสาน รักษา ต่อยอด&rdquo; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 2026 International Monetary Fund and World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นครั้งที่ 2&nbsp;<br />
ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่สำคัญนี้ โดยศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ถูกเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมเป็นครั้งที่ 2 เช่นกัน ด้วยความโดดเด่นและสมบูรณ์แบบ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานพื้นที่รวมกว่า 300,000 ตารางเมตร สถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตยกรรมทั้งภายในและภายนอก ผสมผสานทั้งความเป็นไทยและสากลไว้อย่างลงตัว ทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีร้านค้า ร้านอาหาร ระดับพรีเมียมรองรับผู้ใช้บริการได้ทุกกลุ่ม เทคโนโลยีทันสมัย โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการจัดการโลจิสติกส์ เชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสนามบิน โรงแรมหลักของกรุงเทพมหานคร และศูนย์ประชุมได้อย่างสะดวกด้วยโครงข่ายรถไฟฟ้าบนดินและใต้ดิน&nbsp;<br />
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้เตรียมความพร้อมรอบด้าน ทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังในฐานะเจ้าภาพการจัดงานและได้รับการสนับสนุนจากธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเทคโนโลยี การบริหารจัดการจราจร และระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อเนรมิตให้การประชุมครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ ประสบความสำเร็จ และที่สำคัญคือสร้างการจดจำและความประทับใจ แก่ผู้เข้าร่วมการประชุมที่คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรม MICE ระดับโลก สะท้อนถึงความสำคัญของสถานที่ หรือศูนย์การประชุมในประเทศไทย ยกระดับมาตรฐานและพัฒนาอุตสาหกรรม MICE ของไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีนานาชาติ ช่วยสร้างงาน กระจายรายได้ไปยังทุกภาคส่วนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026092418b7099212cb68902aeef800b3bd53af131709.jpg' type='image/jpg' length='1677580' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาล สั่ง 70 จังหวัดทั่วประเทศ และ กทม. เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ถึง 27 ก.ย. 69 พร้อมช่วยเหลือประชาชนทันที]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/544517</link>
<guid isPermaLink="false">5e5a2de355ab5e652b5f3b7df41758a3</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 13:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง สั่งการให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์ควบคุมปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ให้ยืดหยุ่นตามเส้นทางพายุและข้อมูลคาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้า 7&ndash;15 วัน พร้อมเร่งพร่องน้ำในลำน้ำสายหลักและคลองสาขาในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างก่อนช่วงฝนตกหนัก เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำและลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง นอกจากนี้ ให้กระจายการระบายน้ำผ่านระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างสมดุล เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พร้อมตรวจสอบความแข็งแรงของคันกั้นน้ำ กระสอบทราย และประตูระบายน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดแนว รวมถึงเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดสถานการณ์วิกฤตให้เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก โดยยึดหลักประชาชนเป็นที่ตั้ง และย้ำให้หน่วยพยากรณ์ต้องอัปเดตสถานการณ์ให้เร็ว ติดตามสถานการณ์ปริมาณน้ำ ปริมาณฝน และการผันน้ำในพื้นที่ โดยบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางเพื่อให้มีข้อมูลชุดเดียวกันวางแผนบริหารจัดการน้ำ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนรับทราบข้อมูลการแจ้งเตือนภัยและสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ได้มอบหมายสำนักงานชลประทานที่ 10 และ 12 เตรียมการผันน้ำในพื้นที่ พร้อมสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง จัดทำ Check List เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ อาทิ การจัดเตรียมอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย สิ่งของช่วยเหลือ รวมไปถึงการจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่ ที่สำคัญจะต้องสื่อสารไปยังประชาชนในพื้นที่ทราบอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง&nbsp;<br />
(23 ก.ย. 69) กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเตือนในช่วงวันที่ 23&ndash;27 กันยายน 2569 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง โดยจะเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2&ndash;3 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างและทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569<br />
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากการประกาศแจ้งเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา ประกอบกับกรมชลประทานได้ประกาศแจ้งการเพิ่มระดับการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำในลุ่มเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนนอกคันกั้นน้ำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดอ่างทอง ปัจจุบันกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยพยากรณ์ ติดตามสถานการณ์ผ่าน War Room อย่างใกล้ชิด ซึ่งก่อนเกิดภัย ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะส่งแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทราบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง<br />
จะได้เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที สำหรับโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ได้เน้นย้ำ<br />
ผู้ว่าราชการจังหวัด หากคาดว่าจะมีความรุนแรงให้โรงเรียนหยุดการเรียนการสอน ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ถ้ำน้ำตก ถ้ำลอด หากมีความเสี่ยงให้ประกาศแจ้งเตือนและปิดกั้นพื้นที่ ในกรณีที่มีคลื่นลมแรง<br />
ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศหรือติดตั้งสัญญาณแจ้งเตือนบริเวณชายฝั่งทะเล ห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำในช่วงคลื่นลมแรงโดยเด็ดขาด และให้แจ้งชาวเรือ ผู้บังคับเรือ และผู้ประกอบการเดินเรือโดยสารเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรง ให้พิจารณาห้ามเดินเรือเด็ดขาด เมื่อเกิดสาธารณภัยขึ้นให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ และจัดตั้งระบบการบัญชาการเหตุการณ์ในรูปแบบ Single Command เพื่ออำนวยการ สั่งการอย่างเป็นระบบ ตลอดจนเร่งช่วยเหลือและอพยพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ประชาสัมพันธ์เส้นทางอพยพ เคลื่อนย้ายสิ่งของ จัดเตรียมถุงยังชีพ และศูนย์พักพิงชั่วคราวพร้อมรองรับผู้ประสบภัย พร้อมอาหาร น้ำดื่ม อย่างเพียงพอ และย้ำให้ประชาชนติดตามข่าวสถานการณ์การแจ้งเตือนภัยจากแหล่งข่าวของทางราชการ เพราะเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้&nbsp;<br />
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์ ในช่วงวันที่ 23 - 27 กันยายน 2569 แยกเป็น<br />
พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ทุกจังหวัด และ ภาคใต้ 7 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต และนราธิวาส<br />
พื้นที่เฝ้าระวังคลื่นลมแรง ในพื้นที่ภาคกลาง 6 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี (อำเภอเมืองชลบุรี ศรีราชา เกาะสีชัง บางละมุง และสัตหีบ) ระยอง (อำเภอเมืองระยอง บ้านฉาง และแกลง) จังหวัดจันทบุรี (อำเภอนายายอาม ท่าใหม่ แหลมสิงห์ และอำเภอขลุง) ตราด (อำเภอเมืองตราด แหลมงอบ คลองใหญ่ เกาะช้าง และเกาะกูด) เพชรบุรี (อำเภอเมืองเพชรบุรี บ้านแหลม ท่ายาง และชะอำ) และประจวบคีรีขันธ์ (ทุกอำเภอ) และภาคใต้ 3 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร (อำเภอเมืองชุมพร ปะทิว สวี ทุ่งตะโก หลังสวน และละแม) สุราษฎร์ธานี (อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ไชยา ท่าชนะ ท่าฉาง พุนพิน ดอนสัก กาญจนดิษฐ์ เกาะสมุย และเกาะพงัน) และนครศรีธรรมราช (อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ขนอม สิชล ท่าศาลา ปากพนัง และหัวไทร)&nbsp;<br />
พื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ระดับน้ำล้นตลิ่ง และท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำเมย น้ำยวม และลำน้ำแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม่น้ำวังทอง จังหวัดพิษณุโลก แม่น้ำภาชี จังหวัดราชบุรี แม่น้ำนครนายก จังหวัดนครนายก แม่น้ำปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี คลองพระสทึงและคลองพระปรง จังหวัดสระแก้ว แม่น้ำจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี คลองกะเปอร์ จังหวัดระนอง แม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำโก-ลก จังหวัดนราธิวาส<br />
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงได้ประสานแจ้ง 70 จังหวัดทั่วประเทศ และกรุงเทพมหานคร รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตทั่วประเทศให้เตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณฝนที่ตกหนักซึ่งอาจทำให้เกิดอุทกภัยได้ โดยได้กำชับให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้จัดทีมปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อเข้าเผชิญเหตุและให้การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งและพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัย ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด&nbsp;<br />
นอกจากนี้ นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกต่อเนื่อง จากการติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำในช่วงวันที่ 23&ndash;25 กันยายน 2569 พบว่า ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 นครสวรรค์ อาจเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) ประกอบกับปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาที่คาดว่าจะมีประมาณ 300&ndash;400 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้มีปริมาณน้ำที่สถานี C13 เขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,100&ndash;2,200 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทานจึงมีความจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน&nbsp;<br />
2,000 ลบ.ม./วินาที เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การปรับเพิ่มการระบายน้ำอาจส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นประมาณ 0.70&ndash;1.20 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ในพื้นที่อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางไทร และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงพื้นที่ริมแม่น้ำน้อย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการริมแม่น้ำ และประชาชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือและเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026092403e4fde97906d350a01ba7411523c1d2131608.jpg' type='image/jpg' length='1532190' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ยกระดับความเป็นไทยในเวทีโลก 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/544081</link>
<guid isPermaLink="false">e715790d4bc0f5a41b6ed0a94b3033c9</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 09:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเป็นเจ้าภาพการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะต้อนรับผู้แทนจาก 191 ประเทศ กว่า 15,000 คน จากทั่วโลก ภายใต้แนวคิดหลัก &ldquo;ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&rdquo; หรือ &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; นอกจากการเป็นเวทีหารือด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกที่เป็นหัวใจหลักแล้ว รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ยังใช้โอกาสนี้นำเสนอ ความเป็นไทยผ่านอาหาร วัตถุดิบท้องถิ่น และงานหัตถศิลป์ เพื่อสร้างความประทับใจและส่งต่ออัตลักษณ์ไทยสู่สายตานานาชาติ<br />
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือ การยกครัวไทยขึ้นสู่เวทีโลก ด้วยการคัดสรรเมนูอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม โดยกว่า 70% ของวัตถุดิบ มาจากชุมชนท้องถิ่นและสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับรสชาติอาหารไทยให้ร่วมสมัย รับประทานง่าย และตอบโจทย์ผู้ร่วมประชุมจากทั่วทุกมุมโลก<br />
อีกหนึ่งเสน่ห์ของประเทศไทย คือ อาหารไทย ที่ผสานวัตถุดิบท้องถิ่น ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ของเชฟไทย จนกลายเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์และเรื่องราวในทุกจาน พร้อมต้อนรับตัวแทนจาก<br />
ทั่วโลก ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การปรุงอย่างพิถีพิถัน ไปจนถึงการจัดวางอย่างงดงาม ทุกองค์ประกอบสะท้อนถึงความใส่ใจและอัตลักษณ์แบบไทย เช่น ข้าวยําหัวใจไทย ที่พร้อมถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินและวิถีเกษตรกรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศไทยในฐานะอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค เพราะ อาหารไทยไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แต่ยังเป็น Soft Power ที่พาเรื่องราว วัฒนธรรม และความเป็นไทยไปสู่สายตาคนทั่วโลก<br />
เมนูเด่นที่เตรียมเสิร์ฟ ล้วนบอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยผ่านวัตถุดิบพื้นถิ่น ไม่ว่าจะเป็น &ldquo;ข้าวยำหัวใจไทย&rdquo; ที่นำข้าว GI อย่างข้าวหอมมะลิพะเยาและข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงมารังสรรค์เป็นเมนูเดียวกัน &nbsp;เมนู ปลานิลดรายเอจรนไฟ ซอสมิโซะเขาใหญ่ ที่นำปลานิลคุณภาพจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ผ่านเทคนิคการบ่มแบบสากล จับคู่กับมิโซะที่หมักในพื้นที่เขาใหญ่ / ส่วนของหวานขาดไม่ได้ เป็น ข้าวเหนียวมะม่วง ในรูปแบบร่วมสมัยแต่ยังคงรสชาติดั้งเดิม รวมถึงผลไม้ไทยตามฤดูกาลจากแหล่งผลิต GI ส่งตรงจากชาวสวน&nbsp;<br />
ส่วน พื้นที่จัดการประชุม ได้หยิบยกงานหัตถศิลป์สิ่งทอของไทย โดยคัดสรรผ้าทอและผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวม 37 ลวดลายอัตลักษณ์ ทั่วประเทศไทย มาใช้ตกแต่งห้องประชุมและเป็นวัสดุซับเสียง เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์และภูมิปัญญาไทยสู่สายตาผู้แทนจากทั่วโลก หนึ่งในผลงานไฮไลต์ คือ &ldquo;บุปผาบรมราชินีนาถ&rdquo; หรือ &ldquo;บาติกพฤกษาพระบรมราชชนนีพันปีหลวง&rdquo; ผลงานของกลุ่มบาติกเดอนารา จังหวัดปัตตานี ที่ถ่ายทอดลวดลายดอกไม้ทรงโปรดและลายเครือเถา ด้วยเทคนิคเขียนเทียนบาติก<br />
บนกรอบผ้า อย่างประณีต&nbsp;<br />
การประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings เดือนตุลาคมนี้ ไม่เพียงแต่เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญของไทย ในการสร้างโอกาส การค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว ด้วยมรดกทางวัฒนธรรมศาสตร์แห่งอาหารและงานหัตถศิลป์<br />
สิ่งทอจากชุมชน ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/2026092365243fce45a938c017329d8ac9dfcb9d094039.jpg' type='image/jpg' length='1766713' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[บสย. ผนึกแบงก์-น็อนแบงก์ เปิดโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “นาโนพลัส” ช่วยคนตัวเล็ก ปลดล็อก SMEs รายย่อยกว่า 1 แสนราย เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ]]></title>
<link>https://radioroiet.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/544078</link>
<guid isPermaLink="false">e70996611b7a4f57ec01d70681a4fe3e</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 09:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;(22 ก.ย. 69) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง&nbsp;<br />
เป็นประธานเปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อนาโนพลัส หรือ Nano Plus พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &ldquo;โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก&rdquo; ณ กระทรวงการคลัง โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง&nbsp;<br />
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ประธานกรรมการ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ผู้บริหารสถาบันการเงินของรัฐ กลุ่ม Non-Bank ผู้ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ตลอดจนหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการ Nano Plus เป็นหนึ่งในกลไกของกระทรวงการคลังที่มุ่งเพิ่มโอกาสทางการเงินให้แก่ Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง และมักประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ การขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อมูลทางการเงินไม่สมบูรณ์&nbsp;<br />
ขาดหลักประกันหรือคนค้ำประกัน และถูกสถาบันการเงินมองว่ามีความเสี่ยงสูง จนบางส่วนต้องหันไปพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;การเปิดตัวโครงการมีขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความผันผวน ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการรายย่อย ขณะที่สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 จึงเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลและกระทรวงการคลังในการช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินให้คนตัวเล็กสามารถเข้าสู่แหล่งทุน<br />
ในระบบได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง โครงการนี้ บสย. จะขยายกลไกการค้ำประกันสินเชื่อไปยังผู้ให้บริการทางการเงินประเภท Non-Bank ที่ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เพิ่มเติมจากการค้ำประกันผ่านธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงเตรียมรองรับ Virtual Bank ในอนาคต ทำให้กลไกค้ำประกันสินเชื่อสามารถครอบคลุมผู้ให้บริการทางการเงินได้กว้างขึ้น และเพิ่มโอกาสให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. ระบุว่า โครงการ Nano Plus เป็นมาตรการเสริมสภาพคล่องเพื่อช่วยเหลือ SMEs คนตัวเล็ก พ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ทั้งกลุ่มที่อยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลของรัฐบาลและกลุ่มค้าขายทั่วไป โดยมีเป้าหมายสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินของรัฐและ Non-Bank สามารถพิจารณาสินเชื่อให้กลุ่มดังกล่าวได้มากขึ้น ขณะที่ บสย. จะเข้าไปช่วยดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต หรือ Credit Enhancement นอกจากนี้ จุดเด่นของโครงการคือการออกแบบให้เหมาะกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนไม่สูงมาก โดยกำหนดวงเงินค้ำประกันสินเชื่อรวม 2,000 ล้านบาท เริ่มต้นเฟสแรก 500 ล้านบาท และใช้เครื่องมือ บสย. เครดิตสกอริ่ง (TCG Score) สำหรับประเมินและบริหารความเสี่ยงของกลุ่มคนตัวเล็ก โดยโครงการ Nano Plus ได้ชู 3 จุดเด่นสำคัญ ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1) วงเงินค้ำประกันเข้าถึงคนตัวเล็ก เริ่มต้นเพียง 5,000 บาท สูงสุด 50,000 บาทต่อราย เหมาะสำหรับพ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ และผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนไม่สูงมาก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2) ระยะเวลาค้ำประกันสินเชื่อสูงสุด 4 ปี ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบและมีระยะเวลาในการบริหารจัดการภาระทางการเงินอย่างเหมาะสม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;3) ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันตลอด 4 ปี โดยใช้หลัก Risk-based Pricing ซึ่งสถาบันการเงินและ&nbsp;<br />
Non-Bank เป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียม พร้อมทั้ง บสย. ช่วยชดเชย NPL สูงสุดร้อยละ 5 เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้<br />
ผู้ให้บริการทางการเงินในการปล่อยสินเชื่อแก่กลุ่มรายย่อย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ โครงการคาดว่าจะช่วยให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อกว่า 100,000 ราย&nbsp;<br />
เฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทต่อราย ช่วยรักษาการจ้างงานประมาณ 146,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกันสินเชื่อได้มากกว่า 9,860 ล้านบาท ดังนั้น การขับเคลื่อนโครงการ Nano Plus&nbsp;<br />
จึงสะท้อนแนวทางของกระทรวงการคลังในการเพิ่ม &ldquo;โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก&rdquo; โดยใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านหลักประกันและความเสี่ยงทางเครดิต เปิดทางให้ Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า และ<br />
ผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้าถึงเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น มีสภาพคล่องสำหรับประกอบอาชีพและหมุนเวียนธุรกิจ&nbsp;<br />
ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และช่วยประคองการจ้างงานและเศรษฐกิจฐานรากท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radioroiet.prd.go.th/th/file/get/file/20260923289708e1936508588fa4111c54d0c1b2093859.jpg' type='image/jpg' length='1344552' />
</item>
</channel>
</rss>
